ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์ “อนุทินสไตล์” แก้เกมเร็ว บุกภาคใต้ก่อนไฟโหม 

ไหวพริบสุดยอด! ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์ “อนุทินสไตล์” แก้เกมเร็ว “สั่งวันนี้ เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน” ตัดสินใจลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนไฟโหม ดึงทุกขั้วร่วมวงกดแรงปะทะวาทะ “แม่ทัพภาค 4” จบด้วยคำขอโทษ

“อนุทินสไตล์” แก้เกมเร็ว บุกภาคใต้ก่อนไฟโหม 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

จากเผือกร้อนที่จู่ๆ ถูกโยนใส่มือกับวาทะของ “แม่ทัพภาค 4” เรื่องโรงเรียนปอเนาะ และ ตาดีกา  ทำให้ “นายกฯอนุทิน” นั่งไม่ติด ต้องเร่งแก้ เพราะเขารู้ดีว่าหากปล่อยต่อไปจะพ่ายแพ้ทุกแนวรบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  

จากบทความชิ้นที่แล้วเราชี้ให้เห็นว่า ข้อเรียกร้องให้ย้าย “แม่ทัพภาค 4” นั้นเปราะบางกับสถานะและสถานการณ์ขนาดไหน เลือก “ย้าย” หรือ “ไม่ย้าย” มีผลเสียทั้งคู่  



เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา “อนุทิน” จึงใช้สไตล์เดินเกมเร็ว “สั่งวันนี้ เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน”  ตัดสินใจลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเอง 

แต่นอกจากจุดเด่นเรื่องเกมเร็วแล้ว “อนุทินสไตล์” ยังอยู่ที่ความเป็นนักการเมืองเต็มขั้นผสานผลประโยชน์ของทุกฝ่าย  

เมื่อวานเราเห็น การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ของ “นายกฯ”  เพราะคณะที่ไปด้วยเรียกได้ว่าเป็นคีย์แมน ทั้ง พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธาน วุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาค4 ,  พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และแกนนำภาคใต้ของภูมิใจไทย, พล.ท.อดุลย์ บุญเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษา,   พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผบ.สส., พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.สตช. ขาดก็แต่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์  ผบ.ทบ. ซึ่งก็น่าสนว่าทำไม “ผบ.ทบ.” ถึงไม่ไปร่วมภารกิจนี้ เพราะ “แม่ทัพภาค 4”  ที่เป็นแกนของปัญหาครั้งนี้ก็ถูกผลักดันจาก “พล.อ.พนา” ให้ข้ามภาคจาก “ภาค 2” มาดูแล “ภาค 4”   

การลงพื้นที่ครั้งนี้ใช้เวลาเต็มที่ ทั้งไปที่ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า   จ.ยะลา  ก่อนจะไปที่  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และรับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาและโรงเรียนปอเนาะ 

จากนั้นก็ไป “บ้านศรียะลา” ของ “อาจารย์วันนอร์ – วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  และแกนนำพรรคประชาชาติ ซึ่งมี “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ”  สส.นราธิวาส ที่ถูกลอบสังหารรอต้อนรับ ก่อนจะปิดห้องให้ข้อมูลเรื่องการลอบสังหาร และมีการรับประทานอาหารร่วมกัน 

จากนั้นช่วงบ่าย ก็ไปที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า  ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์และที่สำคัญคือไปเคลียร์  

จะเห็นได้ว่า “อนุทิน” เข้าไปคุยกับทุกคน เริ่มที่หน่วยงานทางการในช่วงเช้าเพื่อให้เห็นว่า “นายกฯ” ให้ความสำคัญกับเรื่องสามจังหวัดภาคใต้อย่างไร 

และซีนสำคัญคือ ตัวแทนของโรงเรียนปอเนาะ – ตาดีกา ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาค 4  เรื่องนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อนายกฯ มารับหนังสือด้วยตัวเองก็แปลว่ามองเห็นปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง  

จากนั้นก็ไปหา “อ.วันนอร์” และ “สส.กมลศักดิ์” เพื่อเคลียร์ และรับข้อมูล นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า นายกฯ ก็ไม่ได้ทิ้งคดีและสั่งเร่งรัด 

ต้องไม่ลืมว่า “อ.วันนอร์ และ สส. กมลศักดิ์” มีบทบาทในสามจังหวัดภาคใต้ขนาดไหน หากทั้งสองมีท่าทีที่อ่อนลง ก็ย่อมส่งผลถึงความรู้สึกต่อสถานการณ์โดยรวม  

และภารกิจสุดท้ายคือการไปเคลียร์กับฝ่ายกองทัพฯ และนี่เองที่เป็นที่มาของการนำบรรดาแม่ทัพต่างๆ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่าง “พล.อ.อดุลย์” มาด้วย ที่สำคัญ “พล.อ.อดุลย์” เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26  ของ “แม่ทัพภาค 4” ด้วย 

งานนี้จะเห็นได้ว่าเมื่อขยับเร็ว ทำให้แรงกดดันจากฝ่ายทหารลดลง และแทบไม่มีใครเชื่อว่าการหารือจะทำให้ “แม่ทัพภาค 4” เอ่ยปากขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะที่ “รมว. กลาโหม” ก็เลือกจะลดโทนของการพูด โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของความกดดันและความตื่นเต้นจากการถูกสัมภาษณ์  

ทำให้ความระอุของสถานการณ์ครั้งนี้เบาลง แม้ไม่เลือกทางย้าย แต่ “แม่ทัพภาค 4” ก็ออกมาขอโทษ เรียกได้ว่าไม่มีใครได้ทั้งหมด  ไม่มีใครเสียทั้งหมด และนี่คือการเดินเกมที่แก้ปัญหาแบบการเมืองที่ผสานผลประโยชน์ ซึ่งเป็นทางที่ “อนุทิน” ถนัดที่สุด 

แต่เรื่องราวไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้ไฟที่โหมเฉพาะหน้าจะเบาลง แต่ก็ยังมีที่คุอยู่ข้างในเพราะ คำพูดนี้ทำให้ “ระยะห่าง” ระหว่างกองทัพกับมวลชนได้ถูกแยกออกไปอีกจากความหวาดระแวงในคำพูด  

ดังนั้น จากนี้งานเรื่องความไม่สงบในภาคใต้จะยากยิ่งขึ้นไปอีก