ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้แถลงเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค จะนำคณะยื่นร่างอย่างเป็นทางการต่อ ประธานรัฐสภา ในวันถัดมา (20 พ.ค.69)
ซึ่งเป็นไปตามผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่จู่ๆ จะทำกันได้เอาง่ายๆ แบบยังไม่รวมประชามติ ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพื่อเปิดช่องให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน
ที่ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งหรือมาแก้ไขไม่ได้ หรือจะมีรัฐธรรมนูญอีกฉบับขึ้นมาซ้อนไม่ได้ จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพื่อเปิดทางเสียก่อน
ร่างนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 เรื่อง คือ เพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา แก้ไขมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (มาตรา 256/1 ถึง 256/23)
ก่อนหน้านี้มีร่างในลักษณะเดียวกันในปลายสมัยสภาชุดที่แล้ว ทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน แต่เมื่อมีการยุบสภา ร่างดังกล่าวก็ตกไป เมื่อเป็นสภาใหม่จึงต้องทำร่างขึ้นใหม่
เรามาดูสาระสำคัญของร่างฉบบั “ภูมิใจไทย” กันก่อน
ข้อแรก ร่างนี้กำหนดว่าจะไม่มีการแก้หมวด 1 และ หมวด 2 โดยหมวด 1 คือบททั่วไป ส่วนหมวด 2 คือหมวดพระมหากษัตริย์ เรียกว่ารัฐธรรมนูญใหม่สองหมวดแรกจะเหมือนกับฉบับปัจจุบันทุกประการ
ประการต่อมา กำหนดว่าหากจะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 50 คน

ต่อมาคือกำหนดคนที่จะทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยร่างกำหนดให้ สสร. มีจำนวน 100 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 360 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุม สสร. ครั้งแรก
สัดส่วน สสร. แบ่งเป็น 2 โควตา ได้แก่ ตัวแทนจากทั่วประเทศ จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการ 23 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองหรือการร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับที่มาของ สสร. 77 คน จะไม่ใช้โมเดลเลือกตั้งแบบปี 2540 แต่ กกต. จะเปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. ตามจังหวัดต่างๆ จากนั้น รัฐสภา จะเป็นผู้คัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสำรองจังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน
ส่วน สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และสำรอง 69 คน ก็มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาเช่นเดียวกัน ซึ่งรวม สสร. สำรองทั้งหมดมีถึง 300 คน
จากนั้นก็ให้กำหนดคณะกรรมาธิการขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรกคือ “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” มี 45 คน โดย 2 ใน 3 หรือ 30 คน มาจาก สสร. ตัวจริง และอีก 1 ส่วน หรือ 15 คน มาจาก สสร. สำรอง
ชุดที่ 2 “กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ” มี 45 คน แบ่งเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน: 15 คนจาก สสร. ตัวจริง , 15 คนจาก สสร. สำรอง และ 15 คนจากประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด
เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านรัฐสภา จะต้องทำประชามติสอบถามความเห็นของประชาชนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากประชาชนเห็นชอบ จึงจะมีผลบังคับใช้และเริ่มกระบวนการตั้ง สสร.
และเมื่อ สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว จะต้องผ่านประชามติอีกครั้งก่อนประกาศใช้ และหากเกิดกรณียุบสภาระหว่างกระบวนการ สสร. ชุดนี้จะยังคงสถานะและสามารถทำหน้าที่ยกร่างต่อไปได้จนเสร็จสิ้นกระบวนการ
ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกับร่างจากสมัยที่แล้ว เริ่มจากร่างของพรรคเพื่อไทย สิ่งที่เหมือนกันคือ “ห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2”
แต่ที่ต่างกันคือ ร่างเพื่อไทยกำหนดกรอบเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ที่ 180 วัน ขณะที่ร่างภูมิใจไทยกำหนด 360 วัน
นอกจากนี้โมเดลที่มา สสร. ของเพื่อไทยซับซ้อนกว่า เช่น การเลือกตั้งผสมการคัดเลือกโดยรัฐสภา แต่ร่างนี้แบ่งโควตาที่ชัดเจนและให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกทั้งหมด
ทีนี้มาเทียบกับร่างของพรรคประชาชน สิ่งที่เหมือนกัน เหมือนกัน: เห็นด้วยว่าต้องมี สสร แต่ที่มาก็ต่างกันเพราะร่างพรรคประชาชนเสนอให้ สสร. ต้องมาจากการ “เลือกตั้งโดยประชาชน 100%” ไม่ใช่การคัดเลือกโดยรัฐสภา รวมถึงร่างพรรคประชาชนไม่กำหนดห้ามแก้ไขในหมวดใดๆ ล่วงหน้า
สำหรับข้อดีของร่าง “ภูมิใจไทย” ชัดเจนว่า มีโอกาสผ่านความเห็นชอบสูง เพราะประกาศชัดว่าจะไม่แตะหมวด 1-2 และกำหนดให้ สว. มีส่วนร่วมในการพิจารณา
ส่วนการกำหนดกรอบเวลา 360 วัน ก็เป็นการล็อกว่าต่อให้มีการยุบสภาแผนก็จะเดินหน้าต่อไป
อย่างไรก็ตามก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อยเพราะ การใช้ระบบ “1 คน 1 จังหวัด” ขัดกับหลักเสียงเท่ากัน การที่จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรหลายล้านคนมีตัวแทน 1 คนเท่ากับจังหวัดเล็กที่มีประชากรหลักแสน ทำให้สัดส่วนไม่สะท้อนจำนวนประชากรที่แท้จริง และเปิดช่อง “บ้านใหญ่” สามารถกวาดที่นั่ง สสร. ในต่างจังหวัดได้ง่าย
ขณะที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า การให้รัฐสภา ซึ่งมีข้อครหาเรื่อง สว. สีน้ำเงิน เป็นผู้คัดเลือก สสร. ทั้ง 100 คน อาจทำให้พรรคที่มีเสียงเป็นเนื้อเดียวกับ สว. สามารถกำหนดทิศทางและล็อกสเป็กรัฐธรรมนูญได้ตามที่ปรารถนา
ต้องดูว่าเกมนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปสุดท้ายเราจะได้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือจะเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีกลิ่นอายของรัฐธรรมนูญเดิมก็ได้
