เวลาเปลี่ยน “วิกฤตทีวีดิจิทัล” แบกรับตั้งแต่คนทำถึงคนดู

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน! วิกฤตทีวีดิจิทัลไทย ที่เม็ดเงินโฆษณามหาศาล ซ้ำสุญญากาศกฎหมาย เหนื่อยทั้งคนทำ ถึงคนดู | ตีลังกาเล่าข่าว

ถอดรหัสวิกฤตทีวีดิจิทัล แบกรับตั้งแต่ “คนทำ” ถึง “คนดู” 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

ย้อนกลับไปประมาณปี 2556 ทีวีดิจิทัล คือภาพฝันอันสวยหรูทั้งของ “เจ้าของธุรกิจ – คนทำสื่อ” จนกระทั่งถึงคนดู 

เจ้าของธุรกิจหวังเม็ดเงินโฆษณามหาศาล คนทำสื่อหวังจะได้รับอิสระ และมีกำลังทรัพย์สนับสนุน ส่วนคนดูก็หวังจะได้รับเนื้อหาที่หลากหลายและมีคุณภาพ 

ผู้เล่นหลายคนลงสนามประมูลกับ กสทช. จนสามารถกวาดรายได้เข้ารัฐไปได้สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท และผู้ประกอบการได้เริ่มทดลองออกอากาศในเดือนเมษายน ก่อนจะออกอากาศจริงในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 

แต่ภาพฝันที่สวยงามก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อคนทำทีวีต้องเผชิญกับต้นทุนที่มหาศาล ทั้งค่าใบอนุญาตและค่าเช่าโครงข่าย ประกอบกับพฤติกรรมคนดูที่เริ่มเปลี่ยนไป เพียงแค่ปี 2558 ช่องไทยทีวี (ThaiTV) และโลก้า (Loca TV) ของ “เจ๊ติ๋ม” พันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย กลายเป็นทีวีดิจิทัลสองช่องแรกที่ทนแบกรับภาระไม่ไหว จนต้องขอยุติการออกอากาศกลางคัน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการเริ่มตั้งคำถามว่าโมเดลธุรกิจนี้จะไปรอดได้จริงหรือไม่ 

วิกฤตการขาดทุนลุกลามเป็นโดมิโน จนในที่สุดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 รัฐบาลในยุค คสช. ต้องงัดอำนาจพิเศษ “มาตรา 44” มาใช้เพื่อเปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถ “คืนใบอนุญาต” และได้รับการงดเว้นชำระค่าใบอนุญาตได้ เหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนั้นทำให้มีช่องทีวีดิจิทัลถึง 7 ช่องที่ยอมยกธงขาวคืนใบอนุญาต ได้แก่ สปริงนิวส์ 19, วอยซ์ทีวี, สปริง 26 (NOW 26), ไบรท์ทีวี, MCOT Family, ช่อง 3 SD (ช่อง 28) และ ช่อง 3 Family (ช่อง 13) รวมกับไทยทีวีและโลก้าที่ปิดตัวไปก่อนหน้าในปี 2558 ทำให้ตลอดประวัติศาสตร์ทีวีดิจิทัล มีช่องที่พ่ายแพ้สมรภูมิรวมทั้งสิ้น 9 ช่อง จากทั้งหมด 24 ช่องที่เปิดประมูล 

ช่องที่เหลือไม่ได้แปลว่ากำไร ทุกคนยังต้องดิ้นรนอย่างหนัก 

หันไปดูอีกด้าน กสทช. ยังคุมเข้มเนื้อหาและกติกาอย่างเคร่งครัดกับทีวีดิจิทัล ขณะที่สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างชาติกลับมีอิสระโดยไร้การควบคุม 

เวลาผ่านไปแล้ว 12 ปี ก็เหลืออีกเพียง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลก็จะสิ้นสุดอายุลงในปี 2572 ว่ากันว่าหากถึงวันนั้นโดยไม่ทำอะไร ผู้เล่นเดิมจะเหลือแค่ไม่กี่ราย 

แม้จะมีคนนำเสนอ “แผนแม่บท” ที่จะต่อลมหายใจวงการสื่อ แต่ดูเหมือน กสทช. กลับไม่เร่งร้อนตาม 

วันนี้เราเลยจะพามาดูว่า “แผนแม่บท” ที่ว่าคืออะไร และหากเรื่องนี้ยังยืดเยื้อต่อไปจะเกิดผลกระทบอะไร 

เริ่มที่ “แผนแม่บท” ที่เปรียบเสมือน “เข็มทิศและกติกาใหม่” ของวงการทีวีไทย ซึ่งจะเป็นแผนที่บอกว่าหลังปี 2572 ที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้ว อุตสาหกรรมนี้จะเดินไปทางไหน จะต้องประมูลใหม่หรือไม่ จะมีฟรีทีวีกี่ช่อง และคนทำทีวีจะต้องปรับตัวสู้กับยุคดิจิทัลอย่างไร 

แต่อีกหนึ่งผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในกติกาของทีวีดิจิทัล แต่เป็นตัวเปลี่ยนเกมของเรื่องนี้ก็คือ OTT 

OTT หรือ Over The Top ทำความเข้าใจง่าย ๆ คือ การให้บริการดูหนัง ดูรายการทีวี ผ่าน “อินเทอร์เน็ต” เช่น YouTube, Netflix, Disney+ หรือ Viu 

มีข้อเรียกร้องให้ กสทช. ดึง OTT เข้ามาอยู่ในแผนแม่บท เพื่อ “สร้างความยุติธรรม” เพราะทุกวันนี้ทีวีไทยแบกต้นทุนและกฎหมายจำนวนมาก แต่แพลตฟอร์ม OTT กลับสามารถทำเงินอิสระ ไร้ข้อจำกัด 

นอกจากนี้มีข้อเสนอให้ควบคุมเนื้อหาบางประการเพื่อปกป้องคนดูจาก “ข่าวปลอม” และภัยไซเบอร์ที่แฝงมากับแพลตฟอร์มเหล่านี้ 

คำถามคือหากไม่มีแผนแม่บท หรือแผนแม่บทถูกยืดเวลาออกไปจะเกิดอะไรขึ้น 

อย่างแรกคือ ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทีวี การลงทุนในธุรกิจทีวีระดับชาติต้องใช้เงินมหาศาล ทั้งค่าผลิตรายการและค่าเทคโนโลยี การวางแผนธุรกิจต้องมองข้ามช็อตไป 5-10 ปี เมื่อ กสทช. ไม่บอกว่าอนาคตปี 2572 จะเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการก็ไม่กล้าลงทุนต่อ เม็ดเงินในอุตสาหกรรมชะงักงันทันที 

อีกด้านในขณะที่ทีวีดิจิทัลโดนคุมด้วยกฎระเบียบมากมาย แต่ OTT ต่างชาติกลับกอบโกยเม็ดเงินโฆษณาในไทยไปได้อย่างอิสระ หากแผนแม่บทไม่ออกมารองรับการแข่งขันที่เท่าเทียม ธุรกิจทีวีไทยก็จะอยู่ในภาวะที่แข่งขันไม่เป็นธรรม และจะค่อย ๆ หายไปในที่สุด 

อีกเรื่องที่แม้จะเป็นเรื่องตั้งแต่ช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน แต่ส่งผลถึงทุกวันนี้คือ ใบอนุญาตของ “โครงข่าย” หรือเสาส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ที่เราเรียกว่า MUX จะหมดอายุในปี 2571 ก่อนใบอนุญาตทีวี 1 ปี ปัจจุบัน MUX ดำเนินการโดยผู้ให้บริการหลัก 4 ราย ได้แก่ กองทัพบก (ททบ.5), อสมท, ไทยพีบีเอส และกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งต่างต้องต่ออายุใบอนุญาตโครงข่ายของตัวเองด้วย คำถามคือ แล้วในปีสุดท้าย ช่องทีวีจะเอาสัญญาณที่ไหนส่งไปให้คนดู 

หากไม่มีแผนแม่บทมาแก้ปัญหานี้ ทีวีอาจจะจอดับก่อนกำหนดก็ได้ 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อคนทำสื่อและระบบการศึกษา หลายคนมักคิดว่าอุตสาหกรรมทีวีอาจจะเกี่ยวข้องกับคนไม่มาก แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายคน หลายภาคที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน เพียงการคืนใบอนุญาต 7 ช่องในปี 2562 ก็ส่งผลให้มีพนักงานในวงการสื่อถูกเลิกจ้างทันทีกว่า 2,000 คน หากธุรกิจนี้ไปต่อไม่ได้ คนก็จะตกงานมหาศาล 

รวมถึงสถาบันการศึกษา จะไม่สามารถออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนได้เลย เพราะไม่รู้ว่าโครงสร้างสื่อระดับชาติในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผลิตนักศึกษาออกมาแล้วจะไปทำงานที่ไหน 

ส่วนคนคุณภาพที่เคยทำวิชาชีพนี้ก็ต้องไหลออกจากระบบ ไปทำอาชีพอื่น ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักขาดบุคลากรที่มีคุณภาพในการกรองข่าวสารให้สังคม 

บางคนอาจบอกว่าก็เกี่ยวแค่ธุรกิจกับคนทำ แต่จริง ๆ เรื่องนี้กระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปเช่นกัน เพราะโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้ฟรี 

หากทีวีดิจิทัลล่มสลาย ประชาชนทั่วไป คนที่ถูกเรียกว่าคนด้อยโอกาส หรือคนชายขอบ จะถูก “ตัดขาด” จากโลกข่าวสารทันที 

ในเวลาวิกฤต ฟรีทีวีคือช่องทางที่เสถียรที่สุดในการแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน แปลว่าหากไม่มีเราจะขาดตรงนี้ไป 

แต่ที่ผ่านมา บอร์ด กสทช. ยังคงมะงุมมะงาหรา จนหลายคนตั้งคำถามว่ากำลังดึงเรื่องหรือไม่ และคำถามใหญ่พวกเขาไม่รู้จริง ๆ หรือจริง ๆ แล้วทำไปเพื่ออะไร