“ด่วนหรือไม่ด่วน” จุดชี้ขาด พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้าน
ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”
ท่ามกลางสถานการณ์โลกโดยเฉพาะเรื่องพลังงาน รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท
คำถามคือทำไมต้องกู้ และทำไมต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่านี่คือ “ปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจ” โดยอ้างถึงวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและกำลังซื้อในประเทศที่ถดถอยที่เราต้องรับมือ

เงินกู้จำนวนนี้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก 250,000 ล้านบาท อัดฉีดผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแบบเร่งด่วน
และส่วนที่สองอีก 150,000 ล้านบาท จะใช้ปรับโครงสร้างพลังงานและลดค่าครองชีพ เพื่อยับยั้งอัตราเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
รัฐบาลบอกว่าหากไม่ทำ “จะไม่สามารถยับยั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ทันท่วงที”
แน่นอนว่าฝ่ายค้านมองเรื่องนี้อีกมุมหนึ่ง เพราะมองว่าปัญหาตอนนี้ไม่ได้เร่งด่วนเพราะ ตัวเลข GDP ยังเป็นบวก และไม่มีภัยพิบัติหรือโรคระบาดร้ายแรงพอที่จะนิยามได้ว่าเป็น “วิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

และที่สำคัญการ การกู้เงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาล ทำให้การตรวจสอบจากกรรมาธิการทำได้ยากกว่าการออกเป็น พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
อาวุธสำคัญที่ฝ่ายค้านนำมาใช้คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 172 ซึ่งระบุเงื่อนไขการออก พ.ร.ก. ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือสาธารณะ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็น “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งคำว่า “มิอาจหลีกเลี่ยงได้” นี่เองที่จะเป็นหัวใจในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาล
การใช้กฎหมายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยถูกนำมาใช้แล้ว เริ่มจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 3.5 แสนล้าน หลังน้ำท่วมใหญ่ ครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า “ไม่ขัด” เพราะภัยพิบัติมีความประจักษ์ชัด
พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ครั้งนั้นไม่มีการโต้แย้งทางกฎหมาย เพราะความจำเป็นเร่งด่วนเป็นที่ยอมรับทั่วกัน
แต่ก็ใช่ว่าทุกครั้งจะผ่านฉลุย เพราะ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ยุค “นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน ครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุมัติ เพราะมองว่าขัดต่อวินัยการเงินการคลัง ที่สำคัญ โครงการที่ขออนุมัติเป็นโครงการระยะยาว จึงไม่เร่งด่วน และสามารถขอเป็นงบประมาณรายปีตามปกติได้

กลับมาที่ครั้งนี้ ทุกคนรู้สึกตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดีแน่ ๆ แต่คำถามคือเศรษฐกิจแบบ “ซึมๆ” ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะถูกตีความว่าเร่งด่วนหรือไม่ หรือถูกอธิบายอย่างไร
อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อว่าโอกาสที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะไฟเขียวมีมากกว่าการสั่งห้าม แต่ที่มองข้ามไม่ได้เลยคือเรื่อง วินัยการเงินการคลัง
เพราะหากดูจะเห็นว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.38% ต่อ GDP หรือประมาณ 12.15 ล้านล้านบาท หากกู้เพิ่มอีก 4 แสนล้าน สัดส่วนจะพุ่งไปแตะ 68.5% – 69% ซึ่งเกือบเต็มเพดาน 70%
ซึ่งเมื่อหนี้พุ่งแต่ GDP โตไม่ทัน ภาระดอกเบี้ยจะไปเบียดบังงบประมาณในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว “ความจำเป็น” ของใครจะน้ำหนักมากกว่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบ
