ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์คำพูด “แม่ทัพภาค 4” ทำให้เผือกร้อนตกถึงมือ “อนุทิน” 

โจทย์ใหญ่รัฐบาล “ปกป้องความเชื่อมั่น VS ประคองความสัมพันธ์กองทัพ” ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์วาทะ “แม่ทัพภาค 4” ที่เปลี่ยนเรื่องความมั่นคงให้กลายเป็นโจทย์การเมือง เผือกร้อนจึงตกถึงมือ “อนุทิน”

คำพูด “แม่ทัพภาค 4”  ที่ทำให้เผือกร้อนตกถึงมือ “อนุทิน” 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

อยู่ๆ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ก็งานเข้าไม่รู้เนื้อรู้ตัว  ตอนแรกก็คงไม่คิดว่าการลอบสังหาร “สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” จะกลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ 

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาไม่ว่าพยายามแก้อย่างไรก็ไม่สำเร็จคือปัญหา “ไฟใต้”  แน่นอนส่วนหนึ่งถูกตั้งคำถามว่า “อำนาจรัฐ” ที่มองไม่เห็นกำลังเลี้ยงไข้หรือไม่ 

และจู่ๆ การลอบสังหาร “สส.กมลศักดิ์” ก็เกิดขึ้น และบังเอิญว่าเหยื่อลอบสังหารรอดมาได้  ที่สำคัญสามารถเป็นพยานได้ว่ารถที่นำมาใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้คือรถของ กอ.รมน.  

คนที่เซ็นให้เบิกก็คือเจ้าหน้าที่ระดับ “นายพัน”  ของ กองทัพที่ปฏิบัติงานกับ กอ.รมน. ส่วนมือยิงก็เคยเป็นทหาร และคนที่ต้องสงสัยก็ล้วนอยู่ในแวดวงทหาร 

ทำให้นาทีนี้กองทัพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  และทำได้แต่เพียงบอกว่าจะให้ความร่วมมือให้ดีที่สุด 

หากทุกอย่างเป็นอย่างที่พูดและปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปตามครรลอง  งานก็คงไม่เข้าถึงรัฐบาล แต่พลันที่ “แม่ทัพภาค4”  พล.ท.นรธิป โพยนอก ปิดไมค์พูดหลังถูกสงสัยว่าทหารเป็นคนทำหรือไม่ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าเป็นผมนะ” 

ประโยคนี้ทำเอาคนที่ไม่ชอบและระแวงทหารเป็นทุนเดิมมองว่า “แม่ทัพภาค 4” มีแนวคิดแบบไหน  

เท่านั้นยังไม่พอ “แม่ทัพภาค 4” ยังให้สัมภาษณ์พาดพิงในทำนองว่าโรงเรียนสอนศาสนา อย่างโรงเรียนตาดีกา และ ปอเนาะ เป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เท่านั้นเอง “ภาคใต้” ก็เดือดปุดๆ เพราะเท่ากับไปกล่าวหาโรงเรียนสอนศาสนาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อความไม่สงบ  และนี่เองที่ทำให้คนที่ไม่พอใจอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจหนักเข้าไปอีก 

“แม่ทัพภาค 4” นั้น ถือเป็นคนสำคัญ และบทบาทในการดำเนินการของ “แม่ทัพภาค 4” ต้องไม่ใช่การปฏิบัติการในฐานะสายเหยี่ยวเท่านั้น หากแต่ต้องมีการปฏิบัติการทางจิตวิทยา 

การกระทำโดยที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี ยิ่งจะเป็นการผลักชุมชนออกไป และยิ่งกลายเป็นชนวนให้ผู้ก่อความไม่สงบอาศัยเหตุนี้ ในการปลุกปั่นเพิ่มเข้าไปอีก 

ไม่เชื่อว่า  “พล.ท.นรธิป”  ในฐานะ “แม่ทัพภาค 4”  จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะท่านก็เป็นนายทหารมืออาชีพ  แม้ที่ผ่านมาการเติบโตของท่านจะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้งที่มีลักษณะจำเพาะอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  

การอยู่และเติบโตในพื้นที่ “อีสาน” อย่าง “กองทัพภาคที่ 2” แต่ต้องข้ามห้วยมา จึงไม่น่าที่จะเป็นเหตุให้ท่านไม่เข้าใจ เพราะไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน แต่เมื่อเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ย่อมต้องมีหูตาและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอจะเข้าใจในสถานการณ์ให้สมกับการเป็นทหารมืออาชีพ 

แต่ไม่ว่าอย่างไร  นาทีนี้เรื่องราวก็ได้ขยายวงกว้างออกไปและมีเสียงเรียกร้องให้ “ย้าย” ท่านแม่ทัพ  เผือกร้อนจึงตกมาอยู่ในมือของรัฐบาลแบบไม่อยากได้ 

เพราะเผือกร้อนชิ้นนี้ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่เป็นผลดี  หากทำตามคำเรียกร้องให้ “ย้าย”  ก็จะทำให้ทหารในพื้นที่เสียกำลังใจ นอกจากนี้ยังอาจทำให้กองทัพไม่พอใจและหวาดระแวง และนั่นเท่ากับความ “ไว้ใจ” ที่ทหารมีรัฐบาลชุดนี้จะน้อยลง 

แต่หากเลือกไม่ย้าย  ก็จะถูกมองว่ารัฐบาลเข้าข้างทหาร และกลายเป็นเงื่อนไขที่ผู้ก่อความไม่สงบหยิบมาเร่งสถานการณ์ให้เดือดขึ้นมา  

เหตุการณ์นี้ถ้าย้อนกลับไปได้ น่าเชื่อว่า “อนุทิน” คงอยากให้ “แม่ทัพภาค 4” กลืนคำพูดพวกนี้กลับไปเสียให้หมด แต่เสียดายที่เป็นไปไม่ได้ และขณะนี้สถานการณ์ได้ลุกลามเกินกว่าที่จะควบคุมได้ง่ายๆ