ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์ คู่ชิง “ชัชชาติ” ยังห่างชั้น    

จับตาศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. ตีลังกาเล่าข่าว วิเคราะห์ คู่ชิง “ชัชชาติ” ยังห่างชั้น เพราะฐานแฟนคลับยังแน่น โจมตีอย่างเดียว อาจโค่นคนที่ “คนกรุงยังไว้ใจ” ไม่ได้

คู่ชิง “ชัชชาติ” ยังห่างชั้น    

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ครั้งนี้หากไม่มีอะไรมหัศจรรย์เกิดขึ้นระหว่างทาง จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีลุ้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.  

“ชัชชาติ สิทธิพันธ์” สั่งสมฐานแฟนคลับ และความนิยม เอาไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และเมื่อมาเป็นผู้ว่าฯ แม้คะแนนอาจจะไม่เพิ่มมาก แต่ก็ไม่ได้เสียไปเยอะ 

แม้หลายคนจะบอกว่า ไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้าง และ “ชัชชาติ” ทำเพียงหน้าที่พ่อบ้าน  แต่ผลงานที่ออกมา คน กทม. เองก็มองว่าไม่ได้น่าเกลียด 

เอาจริงๆ คืองานของ  กทม. ถ้าจะรื้อ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางการเมือง หรือโครงสร้างสาธารณูปโภคนั้น ยากและยิ่งใหญ่เกินไปกว่า ผู้ว่าราชการ กทม. จะทำเสร็จโดยลำพัง หากปราศจากการขับเคลื่อนระดับวาระแห่งชาติ 

งานผู้ว่าฯ กทม.  ที่ทำได้จึงเพียงการปะผุ  มากกว่ายกเครื่อง  จะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากอยากจะยกเครื่องระบบระบายน้ำ กทม.  คิดว่าจะต้องทำอย่างไร 

ท่อที่ระบายน้ำที่ กทม. วางไว้ บนถนนสายใหญ่ เฉลี่ยมีขนาด 1.50 เมตร  แปลง่ายๆ ว่า ท่อเปล่าๆ ไม่มีอะไรอุดตัน หากฝนตกเกินกว่า 150 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงจะไม่ท่วมขัง  ฟังดูเหมือนพอเพียง แต่เอาจริงๆ แล้วในท่อเองก็ไม่ได้โปร่ง โล่งสบาย แต่หากมีอะไรเข้าไปขัง และอุดตัน  ลดอัตราการระบายน้ำได้อยู่ไม่น้อย 

แต่ที่หนักกว่าคือ ท่อระบายน้ำตามตรอกซอกซอยย่อย ที่เป็นเหมือนเส้นเลือดฝอย ยังมีขนาด 60 ซม. หรือแปลว่าต่อให้ท่อโล่ง และน้ำไม่ขังหากฝนตกเกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงก็ระบายไม่ได้แล้ว   

ทำให้ถ้าตกเกินกว่านั้น เส้นเลือดฝอยที่ว่าก็จะลำเลียงน้ำมาไม่ถึงเส้นเลือดใหญ่ ยังไงก็น้ำท่วม  นี่ยังไม่รวมการอุดตันจากขยะ ฝุ่นผง และปัจจัยอื่นอีกมากมาย  

และท่อที่ว่ามีอยู่ทั่ว กทม. ความยาวกว่า 4,500 กิโลเมตร  หากต้องการรื้อจริงๆ คิดว่าจะต้องใช้งบประมาณและเวลาเท่าไหร่  

มีการคำนวนแบบคร่าวๆ ว่าตกเมตรละ 3,000 บาท นี่คืราคาที่ถูกที่สุด 4,500 กิโลเมตร คิดเป็น 4.5 ล้านเมตร  หากคูณสามพัน จะใช้งบประมาณกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท  กับเวลาและค่าเสียหายอีกมหาศาล 

ที่เยอะแบบนี้ เพราะ กทม. ไม่ได้สร้างมาเพียงวันเดียวหากแต่สั่งสมระบบมายาวนาน การแก้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย  

สิ่งที่คนเห็นจาก “ชัชชาติ” คือ อย่างน้อยต่อให้ท่วมก็ลดเร็วกว่าเมื่อก่อน แค่นี้คนกรุงก็ดีใจแล้ว  

และผลงานทำนองนี้ออกมาจาก  กทม. ยุค “ชัชชาติ” มาเรื่อยๆ แถมไม่มีอาการกราดเกรี้ยวเมื่อต้องเผชิญกับคำถามหนักๆ  ทำให้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังอยู่ในใจแฟนคลับ 

บวกกับความเป็นนักประสาน ทำให้ตอนใหม่ๆ มีคนปรามาสว่าเขาไม่มี “สก.” เป็นของตัวเองจะทำอะไรได้  แต่ผลงานก็พิสูจน์แล้วว่าอะไรที่เขาทำได้ 

ในทางการเมือง อาจจะดีไม่หมด แต่ไม่ใช่ “ชัชชาติ” ไม่มีดี เพราะไม่เช่นนั้นเขาคงยืนระยะกับฐานแฟนคลับมาขนาดนี้ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่อยู่ในอำนาจ และต้องเผชิญกับความกราดเกรี้ยวของคนกรุง เพราะต้องไม่ลืมว่า ยามที่คนเดือดร้อนจากเรื่องพื้นฐานที่สุดนั่นแหละจะเป็นเวลาที่อารมณ์จะสำแดงได้มากที่สุด 

นี่จึงเป็นเรื่องยากที่ใครจะเข้ามาเบียดแทรกในนาทีนี้ 

ว่ากันว่าคู่แข่งที่ “สูสี” อย่างพรรคประชาชน ที่ส่ง “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ที่โปรไฟล์สวยงามก็ยังต้องหนักใจ เพราะงานผู้ว่าฯ กทม. คืองานที่ผสมผสานระหว่างนโยบาย และการลงมือทำแบบการเมืองท้องถิ่น  

แถมเขายังรับว่า ถ้า “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ไม่ติดคดีเรื่องแก้ไข ม.112 เขาอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับศึกนี้ 

แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่เป็นโจทย์หนักที่สุดที่ไม่รู้ “พรรคประชาชน” จะก้าวข้ามได้หรือไม่คือการหาเสียง ที่พรรคเองต้องยอมรับว่าการหาเสียงแบบโจมตีเรื่องผลงาน ใช้กับ “ชัชชาติ” ไม่ได้ผล  

การกล่าวหาว่า  “ชัชชาติ” เป็นเพียงพ่อบ้าน ไม่แก้โครงสร้าง ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาได้ เพราะนี่คือการเมืองท้องถิ่นที่คนต้องการให้มาแก้ที่เรื่องพื้นฐานที่สุด 

หากพรรคส้มอยากพลิกสถานการณ์ ต้องเน้นเดินหน้าที่นโยบายว่าจะทำอะไร และจะดีกว่า “ชัชชาติ” ขนาดไหน 

ต้องไม่ลืมว่าสี่ปีที่แล้ว ที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ตีตื้นมาในโค้งสุดท้าย มิได้ทำเพียงการโจมตี “ผู้ว่าฯ คนเก่า” หากแต่ขายโครงการและความหวังใหม่ๆ  ซึ่งตอนนี้คนกำลังรอดูว่า “พรรคส้ม” จะวางกลยุทธ์นี้อย่างไร  

หากยังทำแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้บอกได้เลยว่า “ชัชชาติ” อยู่บ้านไม่ต้องออกวิ่งก็รักษาแชมป์ได้ไม่ยาก