หมดเวลาของความฝัน “ศุภจี” Super – G กับโลกจริงของการเมือง

จับดูยามสายลมแห่งความจริงเริ่มกระโชกแรง จากมะพร้าวน้ำหอม ที่หลายคนตั้งตารอ “ล้งกลาง” ที่วันนี้อยู่ที่ไหน? จนถึงการไลฟ์ขายทุเรียน กับ “พิมรี่พาย” โปรโมทใหญ่โตว่าจะขายทุเรียนลูกละร้อยบาท

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ถ้าจะบอกกับ “Super  – G”  ว่าถึงเวลาออกจาก “ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน” แล้วก็คงไม่เกินไปนัก  เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาเส้นทางการเมืองของเธอเหมือนเดินอยู่บนเทพนิยาย

“ศุภจี สุธรรมพันธ์” ถูกเปิดตัวในฐานะรัฐมนตรีคนนนอกเมื่อสมัยที่แล้ว  ในฐานะมืออาชีพที่จะมาสร้างสรรค์งานเศรษฐกิจให้พรรคการเมืองที่มีภาพ “พรรคบ้านใหญ่” หรือ “พรรคภูธร” อย่างภูมิใจไทย

ตลอดเวลาของการเป็นรัฐมนตรีสมัยที่แล้ว มีแต่เสียงเยินยอ หนึ่งเป็นเพราะหลายๆคนมองเธอเป็น  “นักธุรกิจ” มืออาชีพ มากกว่าเป็น “นักการเมืองมืออาชีพ”

และสอง รัฐบาลที่แล้วอายุสั้นเกินกว่าจะได้ลงมือทำอะไร ช่วงเวลาของ “ศุภจี” ในตำแหน่ง รมว. พาณิชย์ จึงมีแต่ช่วง “ฮันนีมูน”

แถมเมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็จับกระแสเป็น เล่นใหญ่ได้ ยกเธอขึ้นเป็น “มือเศรษฐกิจ”  แถมตั้งเป็นรองนายกฯ เศรษฐกิจรอ พร้อมรีแบรนดิ้งใหม่ในชื่อ “Super – G”

จุดเด่นของ “ศุภจี” คือการบริหารธุรกิจเอกชน ที่หลายคนชื่นชม แม้จะมีเสียงตั้งคำถามบ้างว่าการบริหารแบบเอกชนนั้นจะใช้ได้จริงกับรัฐหรือไม่ และ การทำ CEO Branding อาจใช้การได้กับธุรกิจเอกชน หากกับภาครัฐอาจได้ผลตรงกันข้าม

แต่เสียงเหล่านั้นก็ดูจะเบาบาง เพราะเวลาฮันนีมูนมันช่างหอมหวาน แถมการลงข่าวในแต่ละสื่อก็ไปในทางเดียวกันแทบจะทุกตัวอักษร แม้แต่ภาพข่าวยังเป็นภาพเดียวกัน ความเห็นต่างๆ จึงเป็นเพียงลมพัดแผ่ว

จนกระทั่งสายลมแห่งความจริงเริ่มกระโชกแรง สถานการณ์มะพร้าวน้ำหอม ที่ควรจะเป็นสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ  คำประกาศ “สร้างล้งกลาง”  ที่พูดแล้วได้รับความชื่นชม แต่วันเวลาผ่านคนก็ยังตั้งคำถามว่า “ล้งกลาง” วันนี้อยู่ที่ไหน

หรือตอนราคาน้ำมันพุ่ง สินค้าเริ่มขยับ “ศุภจี” ก็มีแนวคิดทำ “รถพุ่มพวง”  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นนโยบายที่เคยใช้มาแล้วหลายครั้งจากราชการ แถมด้วยคำถามจะแข่งกับผู้ประกอบการไปทำไม หรือผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่หน่วยหนึ่งของสังคมแห่งนี้ 

และล่าสุดกับ การไปโผล่กับล้งจีนในการไลฟ์ขายทุเรียน และไปประกาศจับมือกับ “พิมรี่พาย” โปรโมทใหญ่โตว่าจะขายทุเรียนลูกละร้อยบาท ตั้งเป้าขายทุเรียนให้ได้หนึ่งล้านลูก

มิพักต้องพูดถึงการไปหาล้งจีน ที่คนไทยมองอย่างหวาดระแวง แต่การไปประกาศขายทุเรียนร่วมกับ “พิมรี่พาย” ดูๆ แล้ว ก้อนอิฐจะมากกกว่าดอกไม้

เข้าใจตรงกันว่าปีนี้ “ทุเรียน” ออกเยอะ และอาจมี “ทุเรียนตกเกรด”  ที่อาจจะตกค้างเป็นจำนวนมาก ลำพังการส่งออกอาจจะไม่พอ ดังนั้นต้องหาทางกระตุ้นการบริโภค

แต่การไปช่วย “พิมรี่พาย” ไมได้ช่วยใครให้ดีขึ้นเท่าไหร่ ยกเว้น “พิมรี่พาย” ที่ได้กระแส  ไลฟ์วันเดียวคนดูเกือบล้าน ขายของกันไม่หวาดไม่ไหว

คนตั้งคำถามว่ากรณีแบบนี้ที่ “รัฐมนตรี” ไปช่วยแม่ค้าโปรโมท ใครได้ประโยชน์กันแน่ ชาวสวน รัฐมนตรี หรือ แม่ค้า

แถมกลยุทธ์ของ “พิมรี่พาย” ที่ไม่ได้ “ลูกละร้อยจริง” ดังคำโฆษณาว่าเกรดพรีเมียม ทำให้คนยิ่งมองว่า นี่ “ซูเปอร์จี” กำลังถูกใครบางคนหลอกใช้ให้เป็นเครื่องมือหรือไม่

ถ้าเป็นธุรกิจเอกชน การร่วมมือกับอินฟลูฯ แบบนี้อาจมีเสียงปรบมือ  เพราะเป้าประโยชน์ของเอกชนอยู่ที่กำไรสูงสุดของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น และยังช่วยให้มูลค่าของ CEO เพิ่มมากขึ้น

แต่ประเทศไทยไม่ใช่เอกชน เพราะสังคมไทยกว้างไกลกว่าแค่ “ธุรกิจ” ใดๆที่เคยผ่านมา การทำอะไรย่อมมีผลได้ ผลเสีย กับคนอีกหลายๆกลุ่ม การจะคาดหวังแต่ดอกไม้ จึงเป็นความคาดหวังที่ย่ำอยู่ใน “ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน”

CEO Branding ในทางการเมืองต้องทำแต่พอดีๆ การทำจนเกินงาม แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับทำให้เห็นโทษมานักต่อนัก

ในการบริหารประเทศ ไม่มีใครหวังอยากให้ CEO มีชื่อเสียง เพราะความหวังมีเพียงประการเดียวคือความเป็นอยู่ดีขึ้น

ถ้าไม่เชื่อลองไปถาม “นายกฯหนู” ดูก็ได้ เพราะแม้เขาจะเป็นเบอร์หนึ่ง แต่เราจะเห็นการทำ CEO Branding ไม่เยอะ การออกมาก็จะออกมาตามสมควร  พร้อมกับกระจายความเด่นไปที่คนรอบๆ

เพราะการเมืองคือการตรวจสอบจากคนหมู่มาก ที่ในที่สุดแล้วยิ่งทำจะยิ่งเห็นว่าอะไรเป็น “ของจริง” และอะไร “เกินจริง”

และล่าสุดเป๋ถึงขั้นต้องให้ “ปลัดกระทรวง” ดึงมือออกจากวงสัมภาษณ์สื่อที่กำลังตั้งป้อมซักอย่างหนัก

คนอย่าง “ศุภจี”  อาจจะยังงงว่าทำไมวันนี้เธอถึงโดนหนักขนาดนี้  แต่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนโยบายของรัฐบาล  กระทบกับคนในวงกว้างมากๆ  และการเป็นนักการเมืองคือต้องทำประโยชน์ให้คนในชาติแบบหลากหลายมากที่สุด

ถ้าคุณเป็น CEO โรงแรม KPI ที่คุณต้องกอดคือความพอใจของผู้บริหาร ซึ่งก็มาจากผลกำไร 

KPI ของ CEO โรงแรมจึงไม่ใช่ความพอใจของแม่บ้าน ของพนักงานเสิร์ฟ หรือของพนักงานเปิดประตู เป้าหมายจึงไม่ยากเท่า และเสียงไม่ดังเท่า เพราะสถานะของคนอื่นกับเจ้าของนั้นต่างกัน

แต่กับประเทศไม่ใช่ ความพอใจขอคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ใช่ KPI หลัก หากแต่ต้องให้ทุกคนได้ผลประโยชน์อย่างสมเหตุสมผล 

จนกว่าเธอจะเข้าใจก็อาจจะต้องเจ็บช้ำไปอีกหลายที หรือจนกว่า CEO ตัวจริงจะทนแรงกดดันไม่ได้นั่นเอง