ยกฟ้อง “ทักษิณ” ม.112 เราเห็นอะไรในคำพิพากษา
ทีมออนไลน์
23 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
การตัดสินยกฟ้องในคดี พ.ร.บ.คอมฯ และ คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อาจจะ “เซอร์ไพรส์” หรือ อาจจะ “ไม่เซอร์ไพรส์” ในหลายตาใครหลาย ๆ คน แต่บทความชินนี้เราจะพามาแกะคำพิพากษาว่า เราเห็นอะไรบ้าง และมีอะไรบ้างหรือไม่ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของการพิจารณาคดีลักษณะนี้
เรื่องแรกคือ เรื่องการนำเสนอพยานและการนำฟ้องของโจทก์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการฟ้องคดีอาญา ในลักษณะนี้จำนวนมาก ทั้งจากหน่วยงานรัฐและจากบุคคลธรรมดา ที่เปิดโอกาสให้ “ใครก็ได้ฟ้อง” และ ให้เป็นภาระของผู้ถูกกล่าวหาในการแก้ต่าง
เมื่อเกิดเช่นนี้บ่อยครั้ง ข้อครหาเรื่องการกลั่นแกล้งจึงถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง
กับเรื่องนี้เราจะเห็นทั้งบรรทัดฐานที่ชัดเจนและการทำหน้าที่ที่อาจจะหละลวมของคนฟ้อง
คดีนี้พยานที่อัยการและคนฟ้องนำมาเบิก ถูกระบุว่า “พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่โจทก์นำมาเป็นพยานเพียงปากเดียว กับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง”
แปลความว่า ศาลชี้ชัดๆว่า พยานที่เอามาล้วนแล้วแต่มีอคติ แม้จะไม่ถึงขั้นฟังไม่ได้ แต่ด้วยความไม่เป็นกลางจึงต้องฟังด้วยความระมัดระวัง
เราเห็นกรณีการฟ้องร้องคดีเช่นเดียวกันนี้จำนวนมากและมีจำนวนมากที่ใช้พยานที่มีอคติต่อกัน โดยเฉพาะอคติทางการเมืองมาฟ้องร้องหรือมากล่าวอ้าง
ซึ่งอาจจะหมายความว่าจากนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังในการหาพยานมานำสืบหากต้องการเอาผิด
นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ ถ้อยคำหนึ่งในสรุปคำพิพากษาระบุว่า “สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่มิได้นำพยานหลักฐานใดๆ มานำสืบเกี่ยวกับข้อหานี้เลย จึงรับฟังไม่ได้”
แปลว่าเขียนในฟ้องลอยๆ แต่กลับไม่ได้นำพยานใดๆมาสืบเลย คำถามคือเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำให้ถูกมองเป็นสองอย่าง อย่างแรกคนฟ้อง อาจจะ “ชิน” กับการกล่าวหาแบบลอยๆ ไม่ต้องนำพยาน หลักฐานใดๆ มาสืบ และอย่างที่สอง จงใจไม่นำมาสืบเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่ หรืออาจจะมีเหตุผลที่สามที่สี่ เรามิอาจทราบเจตนาได้ แต่การที่ทำเช่นนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาทางใดก็ย่อมไม่แฟร์กับคนที่เกี่ยวข้อง และขัดกับหลักเรื่องความยุติธรรม
นี่คือบรรทัดฐานการพิจารณาคดีที่ศาลได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนผ่านการยกฟ้อง
ประเด็นถัดมาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญคือ การกล่าวหาว่าการให้สัมภาษณ์ของ “ทักษิณ” เป็นการพาดพิง หรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่”
แปลเป็นภาษาที่ง่ายกว่านั้นคือ “ทักษิณ” ผิด ม.112 หรือไม่ เราก็เห็นความหละหลวมของการฟ้องและการตีความของทางคนฟ้องไม่น้อย

ศาลให้เหตุผลว่า ในคำให้สัมภาษณ์ของ “ทักษิณ” ไม่ได้ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” โดยตรงหรือมีถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
คำที่ “ทักษิณ” ใช้มีเพียงคำว่า “เขา” ซึ่ง เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า “องคมนตรี” “ทหาร” “Palace Circle” และ “คนในวัง”
ซึ่งพิจารณาจากหลักฐานที่หลากหลายที่ศาลระบุว่า “ล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมา จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หรือเมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้วจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9”
นี่คือการขีดอีกหนึ่งบรรทัดฐานว่า การกล่าวหาจะต้องชัดไม่ใช่เข้าใจไปเอง
คำพิพากษาของศาล น่าที่จะถูกโยนกลับมาถึงคนทำคดีนี้ว่า ที่ผ่านมาทำงานแบบไหน เป็นการทำงานแบบกล่าวหาที่เต็มไปด้วยช่องโหว่จนเกิดความชินชา และกระทบกับสิทธิของประชาชนหรือไม่ หรือการตีขลุมเอาผิดคนแบบกว้างๆ จะทำได้ต่อไปอีกหรือไม่
และคำพิพากษาลักษณะนี้จะไม่ตีกรอบเฉพาะคดีการเมือง แต่จะตีกรอบถึงการทำคดีทั่วไปของพนักงานสอบสวนด้วยที่ว่าการกล่าวหาอาจจะมิใช่เพียงการสร้างภาระให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นภาระที่คนฟ้องต้องนำสืบให้สมกับที่กล่าวหา ไม่ใช่ฟ้องไปแบบส่งๆ