“ตีงูต้องให้ตาย–หลังพิงฝา” สองสำนวนไทย ผ่านการเมืองจัดตั้งรัฐบาล
แพทตี้ อีจัน
21 กุมภาพันธ์ 2569

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
ดูท่าสองขั้วการเมืองวันนี้จะถือภาษิตกันคนละสำนวน เพราะภูมิใจไทยคงยึดหลัก “ตีงูอย่าตีให้หลังหัก ต้องตีให้ตาย” ส่วน “กล้าธรรม” คงยึดหลัก “อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก”
“ภูมิใจไทย” มองว่าหากจะทำให้ “กล้าธรรม” หรือเอาจริงๆ ก็คือ “ผู้กองธรรมนัส” ไม่ให้กล้าหือหรือมีปากเสียงอีกตลอดไปคือ การทำให้สิ้นสภาพ ทำให้เห็นว่าไม่มีทางต่อรองใดๆ เหลืออีก หากอยากร่วมรัฐบาล
เพราะพวกเขาประเมินว่า “กลุ่มก้อนที่รวมเป็นพรรคการเมืองอย่างพรรคกล้าธรรม” คือเหล่าบ้านใหญ่ที่ไม่พร้อมเป็นฝ่ายค้านด้วยประการทั้งปวง
“ภูมิใจไทย” เริ่มต้นปฏิบัติการด้วยการ “เด็ดแข้งเด็ดขา” ชิงรวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อย และก้าวใหญ่ด้วยการดึง “เพื่อไทย” ที่วันนี้ไม่พร้อมที่จะต่อรองใดๆ เข้ามาอยู่ใต้ปีก เท่านี้ “กล้าธรรม” ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะหยุดแค่นี้ แต่ “ภูมิใจไทย” เลือกจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะพวกเขาทำทีเป็นเปิดไมตรีว่า พร้อมจะร่วมงานกับ “กล้าธรรม” นะแต่ห้ามต่อรองหรือเลือกตำแหน่งรัฐมนตรี
เมื่อ “พรรคสีเขียว” ทำท่าจะยอม กลับมีเงื่อนไขเพิ่มเติมมาไม่ว่าจะห้าม “ผู้กองธรรมนัส” เป็นรัฐมนตรีเพราะประวัติไม่สวย
หรือกระทั่งการบอกว่า เลือกนายกฯ กับประธานสภาฯ กันไปก่อนเดี๋ยวค่อยมาตกลงตำแหน่ง ซึ่ง “ภูมิใจไทย” ก็รู้ว่านี่คือข้อเสนอที่สุดจะฝืนกลืนได้
เพราะนี่คือการ “ตีเช็กเปล่า” ไม่มีหลักประกันอะไรว่าหากเลือกไปแล้วจะได้ตำแหน่งอะไร หรือที่สุดอาจจะไม่ได้อะไรเลย หากรับก็เท่ากับว่ายอมทุกทาง “สิ้นสภาพ” ของจริง
อยู่ที่ “กล้าธรรม” ว่าจะกลืนเลือดยอมรับข้อเสนอที่ว่านี่หรือไม่
หากรับก็อาจได้ร่วมรัฐบาลแต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะมีตำแหน่งอะไร แถมภาพ “ผู้กองฯ” ที่เคยเป็นเสือและเป็นที่พึ่งก็จะเปลี่ยนไป บริวารก็จะเริ่มตีจากเพราะรู้สึกว่าไม่ไม่สามารถปกป้องอะไรได้อีกต่อไป และถามว่าคนที่จะตีจากจะไปหาใครถ้าไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัวจริงอย่าง “ภูมิใจไทย”
วันที่โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ วันนั้นจะเป็นวันที่ “กล้าธรรม” แตก “ผู้กองธรรมนัส” หมดบารมี เกมนี้จึงบอกได้ว่าสุดจะเหี้ยมเกรียม
หันมาที่ “ผู้กองธรรมนัส” วันนี้เรียกว่า “หลังพิงฝา” ซึ่งก็เป็นไปตามสำนวนโบราณที่ว่าหากใครก็ตามที่มาถึงจุดนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรจะเสียและสู้ยิบตาแน่นอน
คนที่สู้แบบไม่มีอะไรที่จะเสีย เพราะสูญเสียไปแล้วนั้น ไม่ว่าสู้แล้วได้อะไรคืนมาบ้างก็ถือว่ากำไรทั้งหมด แถมไม่ว่าสู้แบบไหนก็ไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้ พวกเขาจึงพร้อมจะทำทุกทาง

ที่ผ่านมา “ภูมิใจไทย” อาจจะเคยเจอแต่คู่ต่อสู้ที่สู้แบบในเกมกติกา และ “ไม่เขี้ยว” การเมือง ทำให้จะทำอะไรก็สบายมือ แต่ใครๆ ก็รู้ว่า “ผู้กองธรรมนัส” ไม่ใช่คู่ต่อสู้แบบนั้น
เราเริ่มเห็นการขู่กลับว่าถ้ามองว่าการตั้งตัวเขาไม่เหมาะ ในสมัยที่แล้วใครแต่งตั้งตัวเขาถ้าไม่ใช่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แบบนี้ความผิดสำเร็จหรือไม่
หรือการที่มีการออกมาพูดเรื่องการเลือกตั้งไม่เป็นธรรม และการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็ต้องดูว่าจะเดินเกมในระดับใด
“ภูมิใจไทย” แม้จะถือไพ่เหนือกว่า แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าชนชั้นนำเอง ใช่ว่าจะชอบองคาพยพของ “ภูมิใจไทย” มากนัก โดยเฉพาะคนที่อยู่หลังฉากของพรรค เพียงแต่วันนี้พวกเขายังไม่มีผู้เล่นที่เหมาะไปกว่านี้
นอกจากนี้การถือครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด น่าจะนำมาซึ่งความกังวลของใครหลายๆคน เราจึงเริ่มเห็นเสียงแปลกออกมาจากฟากฝั่งชั้นนำ
แม้วันนี้พวกเขาจะดูได้เปรียบทุกประตู แต่ก็ต้องอย่าชะล่าใจในความสำเร็จและการใช้อำนาจ เพราะในอดีตก็เคยมีคนเช่นนี้มาก่อนแล้ว นี่คือบทเรียนที่ต้องจดจำเอาไว้