สงคราม “สหรัฐ – อิหร่าน” งานนี้ “อนุทินพลัส” เจอของจริง ต้องทำตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แพทตี้ อีจัน
7 มีนาคม 2569

สงคราม “สหรัฐ – อิหร่าน”
“อนุทินพลัส” งานนี้เจอของจริง ต้องทำตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
การเมืองก็เรื่องหนึ่ง การตั้งรัฐบาลก็เรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของ “รัฐบาลอนุทินพลัส” นั้นไม่เบาเลยทีเดียวและเป็นเรื่องท้าทาย ครม. “มืออาชีพ” กับ 3 ว่าที่รัฐมนตรีที่ “ภูมิใจไทย” ใช้เป็นหน้าฉากในการหาเสียง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” อาจจะคิดว่า การเป็นรัฐบาลในสมัยที่สองก็ไม่น่ายาก แต่นั่นน่าจะเป็นความคิดเดิม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่แล้วที่ “อเมริกา” จู่ๆ ก็เปิดฉากถล่มอิหร่าน

งานที่รัฐบาลต้องเจอล้วนแต่อยู่ในมือ “ศุภจี – เอกนิติ – สีหศักดิ์” และทุกอย่างล้วนไม่ง่าย
เริ่มที่ราคาน้ำมัน ถ้าดูตามไทม์ไลน์ การประกาศตรึงราคาดีเซล 15 วัน ก็จะสิ้นสุดลงในวันที่ 18 มีนาคม ขณะที่คาดว่าสภาฯ จะเลือกนายกฯได้ในช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน
ส่วนด้านนอกสงคราม “สหรัฐฯ – ซาอุ” ก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบได้เร็วแปลว่าหลังสิ้นสุดตรึงราคา น้ำมันจะทะยานขึ้น
ตราบที่สงครามยังไม่จบ ราคาน้ำมันก็จะพุ่งทะยานไปเรื่อยๆ จนกองทุนกองทุนน้ำมันที่มีอยู่จะอุดเท่าไหร่ก็ไม่ไหว เพราะสภาวะตลาดกลายเป็น “กระชังก้นรั่ว” เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ตราบที่รอยรั่วหรือสงครามยังไม่ถูกปิด
แปลง่ายๆ ว่าหากพ้น 18 มีนาคม “ดีเซล” จะต้องปรับขึ้น และแน่นอนหมายถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการผลิต และขนส่งก็จะทยอยปรับขึ้น
และที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าพอถึงวันนั้น จะขึ้นทีเดียวกี่บาท
มิพักต้องพูดถึงเบนซิน ที่รัฐบาลไม่ได้อุ้ม แม้จะไม่มีผลกระทบต่อภาคการผลิตเท่าดีเซล แต่ในแง่ของจิตวิทยา นี่จะเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกอย่างดี
ประชาชนจะรู้สึกอย่างไรที่น้ำมันจะทยอยขึ้นรายวัน แน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้สึกเชิงบวกแน่ๆ ยิ่งประกอบกับราคาสินค้าที่จ่อจะขึ้นตามมา งานนี้ยิ่งอาจทำให้ “อนุทิน” น่วมตั้งแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่ง
แม้เขาจะบอกว่าตอนนี้เป็นเพียงรักษาการ ยังไม่ได้รับตำแหน่ง แต่ก็ปฏิเสธได้ว่า “ครม.เก่า” และ “ว่าที่ ครม.ใหม่” ก็คือชุดเดียวกัน เพราะ “นายกฯ” ก็ยังชื่อ “อนุทิน” เหมือนเดิม
ปัญหาเรื่องการจัดสรรเงินในประเทศที่จะอุดหนุนและช่วยเหลือ รวมถึงจัดเก็บรายได้ในประเทศ จึงไม่พ้นความรับผิดชอบของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส”
แต่ส่วนการหารายได้เพื่อเข้ามาเติม งานนี้ถือเป็น “ของหนัก” สำหรับ “ศุภจี สุธรรมพันธ์” เพราะกระทรวงพาณิชย์คือด่านหน้าในการหาเงินเข้าประเทศ
แต่การหาเงินจะยากขึ้น เพราะทุกประเทศก็จะรัดเข็มขัด และมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของโลกอาจจะตกต่ำลงในเวลาอันรวดเร็ว
ขณะที่การต่างประเทศเองก็ท้าทายยิ่ง จริงอยู่ที่ผ่านมา “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ทำได้ดีกับการตอบโต้กัมพูชา แต่ครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่า เพราะหากสถานการณ์ยังคงเดินหน้า ยิ่งกดดันว่าไทยจะวางตัวอย่างไรในเวทีโลก
แน่นอนที่สุดว่าการวางตัวเป็นกลางจะทำให้เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงขัดแย้ง แต่ใครเล่าจะรู้ได้ว่าถึงวันหนึ่งเราต้องเลือกข้างหรือไม่ หากมหาอำนาจเกิดเดินหน้าเผชิญกัน ดีไม่ดีการเป็นกลางอาจหมายถึงการพาตัวเข้าไปอยู่ระหว่างหมัดแห่งมหาอำนาจ แถมถ้าวันหนึ่งรู้แพ้รู้ชนะ คนกลางก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบ
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นภาระที่ “อนุทินพลัส” ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งรอบสอง เพราะหากยังรีๆ รอๆ ถึงวันนั้นอาจรับมือไม่ทันเสียแล้ว
ว่าแล้วก็นึกถึงคำของ “อนุทิน” ที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า “สั่งวันนี้ต้องเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน”