แค้นฝังหุ่น “ภูมิใจไทย-หวังศุภกิจโกศล” ต้นเหตุ “ไทรวมพลัง” ชวดร่วมรัฐบาล

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

9 มีนาคม 2569

แค้นฝังหุ่น “ภูมิใจไทย-หวังศุภกิจโกศล” ต้นเหตุ “ไทรวมพลัง” ชวดร่วมรัฐบาล

แค้นฝังหุ่น “ภูมิใจไทย” – “หวังศุภกิจโกศล” 

ต้นเหตุ “ไทรวมพลัง” ชวดร่วมรัฐบาล 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

ชัดเจนแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายค้านใครจะเป็นรัฐบาลในสภาชุดนี้  เรียกว่าไม่มีอะไรที่ผิดความคาดหมาย  เพราะความเคลื่อนไหวมีมาเป็นระยะๆ 

แต่มีพรรคเดียวที่กลายเป็นคำถามว่าทำไมไม่ได้ร่วมรัฐบาล นั่นก็คือ “พรรคไทรวมพลัง” ถ้าเทียบจำนวน สส. ต้องบอกว่าพรรคนี้ไม่ใช่ไก่กา ตัวเลข 6 ที่นั่งการันตีความแน่นปึ้ก เราจะค่อยๆถอดรหัสว่าทำไม?  “ไทรวมพลัง” ไม่ได้ร่วมรัฐบาล 

พรรคนี้มีหัวหน้าพรรคชื่อ “กังฟู –  วสวรรธน์ พวงพรศรี”  ลำพังชื่อนี้อาจไม่มีอะไร หากพรรคแห่งนี้ไม่ได้มีเจ้าของตัวจริงชื่อ “มาดามกบ  – จินตวรรณ หวังศุภกิจโกศล”  

ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล”  เป็นตระกูลใหญ่ คุมพื้นที่นครราชสีมา ตระกูลหวังศุภกิจโกศล คือหนึ่งในตระกูลนักการเมืองและนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา  และแผ่ขยายอิทธิพลไปถึงอุบลราชธานี  

อาณาจักรของ “หวังศุภกิจโกศล”  ไม่ได้เริ่มจากการเมือง แต่มาจาก “ธุรกิจ”  อย่างโรงงานแป้งมันสำปะหลังก่อตั้งจาก “เจ้าสัวบักเอี่ยม แซ่เฮง” ที่ปัจจุบันอายุเกินร้อย  

“เจ้าสัวบักเอี่ยม” เริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อพืชไร่ ก่อนจะขยายกิจการตั้งโรงงานแป้งมัน 

ถ้าโรงสีคือคือจุดกำเนิดของเจ้าสัวและบ้านใหญ่ในภาคกลาง  โรงงานแป้งมันก็คืออาณาจักรของเจ้าสัวภาคอีสาน  และโรงงานแป้งมันของ “เจ้าสัวบักเอี่ยม” ในนาม “เครือเอี่ยมเฮง” เป็นกลุ่มธุรกิจโรงงานแป้งมันสำปะหลังที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเครือข่ายโรงงานหลายแห่งกระจายอยู่ในภาคอีสาน นี่คือขุมทรัพย์ของตระกูล 

แน่นอนว่า การเป็นเจ้าของ “โรงงานแป้งมัน” ทำให้พวกเขามีอิทธิพลสูงกับเกษตรกรในพื้นที่และที่สุดก็ก้าวเข้าสู่การเมือง  

ตอนนี้บ้านหลักของ “หวังศุภกิจโกศล” โดยการนำของ “กำนันป้อ – วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล”  อยู่กับพรรคเพื่อไทย  

แต่บ้านรองของ “มาดามกบ สายตรง “หวังศุภกิจโกศล”   ที่เป็นภรรยาของ “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล”  น้องชาย”กำนันป้อ”     มาตั้งพรรคสำรองในชื่อ “ไทรวมพลัง” 

และก่อนหน้านี้มีข่าวคราวว่า “บ้านใหญ่” หลังนี้เตรียมอพยพย้ายฐานที่มั่นมารวมกันที่บ้านเดี่ยวที่ชื่อ “ไทรวมพลัง” หากมีอะไรให้อึดอัดขัดข้อง 

 แต่จนแล้วจนรอดบ้านใหญ่ก็ยังไม่ได้ออกจากค่าย “เพื่อไทย”  แต่ก็ยังมีบ้านสำรองที่ชื่อ “ไทรวมพลัง” 

ด้วยความที่เป็นบ้านเดียวกันหลายคนก็เชื่อว่า “ไทรวมพลัง” ต้องได้ร่วมรัฐบาลแน่ๆ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น   

ต้องไม่ลืมว่ากับ “ภูมิใจไทย” เองก็มีความแค้นอยู่กับ “กำนันป้อ” ไม่น้อย  เพราะก่อนหน้านี้ “กำนันป้อ” อยู่กับ “ภูมิใจไทย”  และเคยได้รับการปูนบำเหน็จเป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 

แต่ก่อนเลือกตั้งปี 2566 เขากลับลาออกจาก “ภูมิใจไทย” และยกบ้านมาอยู่กับ “เพื่อไทย” สร้างความเจ็บแค้นให้กับ “ภูมิใจไทย” ไม่น้อย 

แม้ “กำนันป้อ” จะอ้างว่ามีปัญหาสุขภาพและไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งต่อ แต่ก็ส่งไม้ต่อให้ “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” ลูกสาวเดินหน้างานการเมืองต่อ และได้เป็นถึงรัฐมนตรีในรัฐบาล “เพื่อไทย” แม้จะเป็นถึงสามกระทรวงในสมัยเดียวก็ตาม  

การย้ายค่ายเปลี่ยนเบอร์ครั้งนี้กลายเป็นรอยแค้นกับภูมิใจไทย 

แต่เมื่อวันนี้ “ภูมิใจไทย” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ “บ้านหลักหวังศุภกิจโกศล” ยังอยู่ได้ก็เพราะอยู่ใต้ร่มเงาของ “เพื่อไทย”  ขณะที่ “ไทรวมพลัง” ที่เป็นเหมือนบ้านรองไม่มีร่มใหญ่คอยบังแสงให้ พรรคนี้จึงต้องกระเด็นออกจากรัฐบาลไป 

การไม่ให้ร่วมรัฐบาลครั้งนี้เป็นการประกาศว่าต่อไปใครอย่ากล้าหือ 

และที่ต้องตัดไฟด้วยลมแรงขนาดนี้ เพราะบ้านหลังนี้ชัดเจนว่าแข็งแรงและพร้อมจะเติบโตขนาดไหน  เพราะขนาดที่กระแสชาตินิยมและภูมิใจไทยมาแรง  ยังเบียดแย่งมาได้ถึง 6 ที่นั่ง โดยเฉพาะพื้นที่อีสานใต้ หากไม่ทำอะไรอนาคตก็อาจจะกลายเป็นเสี้ยหนาม จึงต้องตัดไม้ข่มนาม   

แต่หาก “บ้านรองหวังศุภกิจโกศล”  อยากมีส่วนร่วมในการเป็นรัฐบาลครั้งนี้  ก็ต้องลงทุนลงแรงเข้าแลกแบบไม่หวังอะไรตอบแทน ด้วยการยกมือโหวตประธานสภาให้ “ภูมิใจไทย” แบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งก็แปลว่ายอมศิโรราบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายอมขนาดนี้แล้วจะได้อะไรกลับมา 

บอกเลยว่านอกจาก “กล้าธรรม” เกมเดือดกับ “ไทรวมพลัง” ก็โชว์ศักยภาพเบอร์หนึ่งของ “ภูมิใจไทย” อย่างชัดเจน