“อุ๊งอิ๊ง” ทิ้งเพื่อไทย? หรือ “ชินวัตร” จะสละเรือ?

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

22 ตุลาคม 2568

“อุ๊งอิ๊ง” ทิ้งเพื่อไทย? หรือ “ชินวัตร” จะสละเรือ?

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

เมื่อคืนก่อนจะดึกก็มีข่าวใหญ่ทางการเมืองออกมา หากเป็นภาษาในอดีตต้องบอกว่า เป็นการปล่อยข่าวเพื่อให้ทันปิดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ทันข่าวทีวีช่วงสุดท้าย  คือถึงพรุ่งนี้ทุกคนต้องได้เห็นต้องได้รับรู้ข่าวนี้ และเป็นอันรู้กันว่า “ไทม์มิง” อย่างนี้ คือการบอกว่าวันนี้พอแค่นี้ไม่ต้องเช็กต่อ รอพรุ่งนี้สถานเดียว

นั่นก็คือข่าว “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ไขก๊อกลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแบบไม่ต้องให้เดา รายงานข่าวบอกเหตุผลว่าเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯเรื่องขัดจริยธรรมร้ายแรงอาจทำให้มีปัญหาในอนาคตหากเธอไปเซ็นส่งใครเป็น สส.

เรื่องนี้หากจะดูก็ได้ทั้งแบบ “เมกเซนส์” และ “ไม่เมกเซนส์” เพราะกฎหมายกำหนดเพียงว่าการลงสมัคร สส.  ต้องให้หัวหน้าพรรคเซ็นรับรอง และก็ไม่มีอะไรที่มาบอกว่าคำตัดสินเช่นนี้ทำให้เธอถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือทำให้เธอมีมลทินจนไม่อาจ “ทำนิติกรรมทางการเมืองได้”  แต่หากดูจากผลคำวินิจฉัยที่ผ่านมาที่ไม่เคยเป็นคุณก็ต้องบอกว่า ถ้าไม่กังวลก็ออกจะเกินไป

แต่หากดูลึกๆ อาจจะมีอะไรมากกว่านั้น หลายคนจับสัญญาณว่า ตระกูล “ชินวัตร” และ “เพื่อไทย” กำลังพยายามเปลี่ยนเกมอะไรหรือไม่

สองเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า พรรคสกุล “ไทยรักไทย – พลังประชาชน – เพื่อไทย” ผูกโยงเข้าด้วยเกลียวเชือกและสายป่านที่ชื่อว่า “ชินวัตร”

ทุกอย่างร้อยรัดและเป็น “องคาพยพ” ให้ตระกูล “ชินวัตร” เลือกใช้งานและถูกใช้งานในจังหวะและโอกาสต่างๆ การเกิด การอยู่ล้วน ขึ้นกับตระกูลนี้ทั้งสิ้น

ที่ผ่านมาวันที่ “ทักษิณ” อยู่นอกประเทศ หรือกลับมาใหม่ ภาพลวงตาทำให้เขาเห็นว่าเขายังสามารถกุมสภาพการเมืองไทยได้ จนกระทั่งวันนี้ที่เขาเปลี่ยนจากเมืองนอกมาอยู่ในเรือนจำ จึงทำให้ได้เห็นว่าเขากลายเป็นซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าการเมืองระดับใด ล้วนห่างออกจากมือเขาไปเรื่อยๆ

มวลชนที่เคยเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก วันนี้ถูกผลักให้ถอยออกห่างด้วยฝีมือของตัวเองในวันที่กลับถึงบ้านเกิด  ส่วนการเมืองตัวแทน ก็มองเห็นว่า “ทักษิณ” ไม่ใช่ไม้ใหญ่ไร้วันหักอีกต่อไป จึงโผบินไปสู่รังใหม่ที่แข็งแรงกว่า

แม้ “เพื่อไทย” จะพยายามปลุกใจตัวเองว่า “ยังไหว!” แต่สภาพเลือดไหลไม่หยุด มันแดงฉานจนปิดไม่มิด

ก่อนหน้านี้แม้จะมีความพยายามปลุกใจ บอกจะเดินต่อ เปิดหน้าเปิดตาผู้สมัคร สส. สู้ศึกเลือกตั้ง ในชุดขาว นั่งรายล้อมนางพญาอย่าง “อุ๊งอิ๊ง” แต่ก็ไม่มีใครรับประกันว่าทุกคนที่เปิดตัววันนั้น ถึงเวลาจริงจะยังอยู่

และท่าทีในวันนั้นก็ไม่ใช่ท่าทีของคนที่จะมาแหยงว่า เพราะคำวินิจฉัยอาจทำให้ตายหมู่

แต่สิ่งที่น่าจะอยู่ในใจของ “ชินวัตร” คือ จะไปต่อกับ “เพื่อไทย” ดีหรือไม่ ซึ่งก็น่าจะพอๆ กับคำถามของพรรคว่า จะไปต่อแบบมีหรือไม่มี “ชินวัตร” ดีกว่ากัน

เอาเข้าจริง “ชินวัตร” เป็นทั้ง “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” ของ “เพื่อไทย”  

การมี “ชินวัตร” ทำให้พวกเขามาได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็จะไปไม่ได้ไกลกว่านี้

การมี “ชินวัตร” ในการเลือกตั้งรอบหน้า จะยังทำให้พวกเขามี สส. พอๆกับที่จะทำให้เสีย สส. ในอีกหลายพื้นที่ 

การมีอยู่ชัดเจนว่า พรรคก็จะยังอยู่ แต่ก็จะอยู่ในระดับ กลางธรรมดา หรือ กลางเล็ก จะอยู่ในฐานะตัวเลือกหรือตัวแปร  โดยไม่สามารถที่จะกลับไปมีที่ยืนในฐานะพรรคการเมืองใหญ่ได้อีก

แต่การไม่มี “ชินวัตร” ก็เหมือนเป็นการเดิมพันอนาคตที่ไม่มีใครรู้ อาจจะทำได้ทั้งกลับมาเป็นพรรคที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต  หรืออีกด้านก็อาจจะหายไปจากการเมืองไทย

คำถามคือ “ชินวัตร” จะเลือกแบบไหน เพราะอีกปัจจัยที่พวกเขาอาจต้องมาคำนวนคือ ควรจะยังอยู่ในการเมืองต่อไปหรือไม่ เพราะหากยังอยู่ต่อก็อาจถูกตามไล่ล่า ตามล้างตามเช็ดอย่างไม่จบไม่สิ้น

อย่าไปคิดว่าการยอมจะทำให้ทุกอย่างจบ เพราะขนาดที่ผ่านมายอมทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเช่นนี้  จึงทำให้พวกเขาต้องคิดหนักว่าจะเลิกดีหรือไม่เลิกดี

พวกเขาอาจต้องชั่งใจว่าการหันหลังให้การเมืองอาจทำให้พวกเขากลับไปอยู่ในสภาพชนชั้นนำ แบบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง แต่นั่นก็คืออีกหนึ่งเดิมพันเช่นกัน เพราะไม่มีอาจะไรรับประกันว่าแม้หยุด ทุกอย่างจะหยุดตาม

การออกจากหัวหน้าพรรคของ “อุ๊งอิ๊ง” จึงเหมือนก้าวแรกสู่ทางสองแพร่งว่าจะเลือกทางไหน จะไปต่อ หรือพอแค่นี้  และหากตัดสินใจหยุด ใครที่จะมารับไม้ต่อพรรคเพื่อไทยในสถานการณ์เช่นนี้ จะยังใช้ “สายตรง” หรือ ปล่อยไปตามกระแสธารของการเมืองก็ต้องดูกัน