”พลัส” หรือ “ยิ่งกว่าพลัส” ศึก “คนละครึ่ง” ใครจะเข้าวิน
ทีมออนไลน์
21 มกราคม 2569

พลัส” หรือ “ยิ่งกว่าพลัส” ศึก “คนละครึ่ง” ใครจะเข้าวิน
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

เหลืออีกเพียงสองสัปดาห์ก็จะถึงการเลือกตั้ง บางพรรคมั่นใจ บางพรรคไม่มั่นใจและหวังพลิกสถานการณ์ ต่างคนต่างเข็นนโยบายมานำเสนอ โดนใจบ้างไม่โดนใจบ้าง ก็ขึ้นกับประชาชนจะมีสิทธิ์เลือก
แต่แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่นโยบายของหลายพรรคที่อยากเป็นรัฐบาลจะผูกติดอยู่กับการแจกเงิน และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ถึงวันนี้ภาพเงาของการแจกเงินที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการ “คนละครึ่ง” ที่มาจากยุค “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
แม้เลือกตั้งเมื่อปี 2566 จะไม่ได้มีการพูดถึงโครงการนี้ในการหาเสียง และพรรคอื่นเช่นพรรคเพื่อไทยก็เปลี่ยนเป็นนโยบาย “เงินหมื่นดิจิทัล”
แม้จะไม่ได้เสียงถล่มทลายอย่างที่คาด แต่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พวกเขาได้เสียงมาเป็นกอบกำ แต่แล้วด้วยหลากหลายเหตุผล นโยบายนี้ก็สลายหายไปกับสายลม และเงินหมื่นเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งของใครหลายๆคน
เปลี่ยนมาเป็น “รัฐบาลภูมิใจไทย” พวกเขาแม้ไม่ได้พูดถึงมาก่อนแต่ก็เดินหน้าโครงการคนละครึ่งทันที แต่คราวนี้เหมือนเป็นตัวอัปเกรด กลายเป็น “คนละครึ่งพลัส”

พลัสที่ว่าคือพลัสว่าใครที่อยู่ในระบบภาษี ก็จะได้รับแจกมากกว่าคนที่ไม่อยู่ในระบบภาษี นัยยะส่วนหนึ่งอาจจะต้องการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษีกลับไม่ได้รับแจกเงินในที่ผ่านๆมา อย่างน้อยก็กับเงินหมื่นที่หลายคนฝันค้าง และมองว่าทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนนำเงินเข้าคลัง แต่พอจะถึงคราวได้ประโยชน์ทีไรกลายเป็นกลุ่มท้ายๆตลอด
ทุกคนยอมรับกันตรงๆว่าโครงการนี้สำเร็จล้นเหลือ จริงอยู่ที่มีเสียงบ่นบ้าง แต่ก็เบาบางเหลือเกิน และพรรคภูมิใจไทยก็เอามาเป็นนโยบายหาเสียงหลัก ภายใต้แคมเปญ “พูดแล้วทำพลัส”
มาถึงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง “พรรคเพื่อไทย” รู้ตัวว่าตกเป็นรอง จึงเข็นโครงการที่เรียกว่าเกทับบลัฟแหลกภายใต้ชื่อ “ยิ่งกว่าพลัส”
เอาง่ายๆก็คือ จากเดิมเราออก 50 รัฐออก 50 ก็กลายเป็น เราออก 30 รัฐออก 70
ไม่บอกก็รู้ว่าพุ่งเป้าไปที่ไหน และฟังดูก็น่าสนใจสำหรับคนรับแจก เพราะเร้าใจไม่น้อยเมื่อจำนวนที่ต้องจ่ายน้อยลงไปอีก


แต่ในทางการเมืองแล้ว นโยบายนี้อาจไม่ได้เป็นนโยบายที่จะพลิกเกมอะไรได้มาก
ประการแรก คำว่า “พูดแล้วทำ” ถูกตีตราจองโดยพรรค “ภูมิใจไทย” เพราะสมัยก่อนหน้านี้ “เพื่อไทย” เป็นคนที่โยนจุดแข็งนี้ออกไปจากตัวเอง เพราะในอดีตพวกเขาได้รับการยกย่องว่าไม่ว่าเสนอนโยบายอะไรก็ทำจนสำเร็จ
ทั้งจากการที่ไม่สามารถคลอด “เงินหมื่นดิจิทัล” จนครบได้ ซึ่งแม้จะอ้างหลายเหตุปัจจัย แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากการคิดที่ไม่รอบคอบ ไม่ครบถ้วน ที่สำคัญคือไม่ยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำนั้นเป็นนโยบายที่ถูกต้องกลับเอนลู่ตามลมที่ไหวไปมา
และกับคำพูดที่ว่า “นี่คือเทคนิคการหาเสียง” ซึ่งมาจากปากของอดีตหัวหน้าพรรคอย่าง “หมอชลน่าน ศรีแก้ว” แม้จะไม่ใช่เรื่องเงินหมื่น แต่คำนี้ตอกย้ำว่า “เพื่อไทย” จะไม่รับผิดชอบอะไรเพราะเป็นเพียงการหาเสียง
ซึ่งเรื่องนี้จะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง ที่สร้างจุดอ่อนและแน่นอนว่า พรรคอื่นก็จะเอาจุดนี้ไปโจมตี
และก็เป็นไปตามที่คาดเมื่อทาง “ภูมิใจไทย” เห็นแคมเปญนี้ ก็พร้อมที่จะโจมตีทั้งเรื่องของคำพูดเทคนิคการหาเสียง หรือการที่ไม่แจกเงินหมื่น โดยบอกว่าอย่าว่าแต่ 70 : 30 เลย คราวแล้วหาเสียง แจก 100% ก็ยังทำไม่ได้
แต่นอกจากเรื่องทำได้หรือไม่ได้ ได้ทำหรือไม่ได้ทำ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การหาเสียงผ่านโครงการคนละครึ่งคือเงาของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ทั้งสองพรรคหนีออกไม่พ้น แค่พรรคหนึ่งอย่าง “ภูมิใจไทย” ยอมรับโต้งๆ แต่อีกพรรคกลับอ้อมๆแอ้มๆ
ศึก “คนละครึ่ง” ครั้งนี้อีกไม่กี่วันก็เห็นผลว่า พลัสแบบไหน จะโดนใจคน จะทำให้ทิ้งห่าง หรือถูกตีตื้น 8 ก.พ. นี้รู้กัน