พรรคแตก! “พลังประชารัฐ–รวมไทยสร้างชาติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์
ทีมออนไลน์
3 มิถุนายน 2568

ตีลังกาเล่าข่าวโดย “กรรณะ”
เห็นข่าวความปั่นป่วนในสองพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่าง “พลังประชารัฐ” และ “รวมไทยสร้างชาติ” ก็ต้องบอกว่ากงล้อประวัติศาสตร์กำลังหมุน และข้อเท็จจริงกำลังทำหน้าที่ของมัน

“พลังประชารัฐ” พรรคที่เคยยิ่งใหญ่หลังการเลือกตั้งปี 2562 มาวันนี้กลับกลายเป็นแหล่งที่พักพิงของ “บิ๊กป้อม – ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่โรยราลงไปเรื่อยๆ
จำนวน สส. เดิมหลังการเลือกตั้งที่มีอยู่ 40 คน ถูกลดทอนลงครึ่งหนึ่ง โดย กลุ่มของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” 20 คนย้ายออกไปอยู่พรรคกล้าธรรม หลังจากนั้นก็มีอีกหนึ่งคนที่กลายเป็นงูเห่าออกไปร่วมกับพรรคกล้าธรรม อย่าง “กาญจนา จังหวะ” สส. ชัยภูมิ ทำให้ตอนนี้ “กล้าธรรม” มี สส. มากกว่า “พลังประชารัฐ” แล้วด้วยซ้ำ
แถมยังมีข่าวว่ามี “งูเห่า” ซ่อนอยู่ในพรรคอีกมากและพร้อมจะแยกทางกันช้าที่สุดก็คือการเลือกตั้งครั้งหน้า

กลับมาที่ “รวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งเป็นพรรคที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค มี “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน สส. ที่ได้ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2566 ก็มีอยู่ 36 คน
แต่ล่าสุด “สุชาติ ชมกลิ่น” ก็รวมตัว 23 สส. แสดงพลังและคาดว่าจะไปร่วมงานกับพรรค “โอกาสใหม่” โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาการทำงานกับ “พีระพันธ์” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน
หากไปจริง จะเห็นว่า “รวมไทยสร้างชาติ” เลือดไหลมากกว่า “พลังประชารัฐ” ด้วยซ้ำเพราะพรรคเดิมจะเหลือ สส. เพียง 13 คน
แต่ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเมืองไทย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ที่ต้องยอมรับคือ สองพรรคที่กล่าวมา เป็นพรรคที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “แต่งตัว” ให้คณะรัฐประหารปี 2557 เข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง
ตอนแรกสองพรรคนี้ก็รวมกันในนาม “พลังประชารัฐ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า แกนหลักของพรรรคือสองเสา “ประยุทธ์ – ประวิตร” และการรวมตัวก็มีภาระกิจเฉพาะด้วยเหตุผลเฉพาะไม่ใช่เป็นการรวมตัวของอุดมการณ์ ตามอุดมคติของการตั้งพรรคการเมือง
จนเมื่อปลายรัฐบาลที่แล้ว สองพี่น้อง “ตู่ – ป้อม” เริ่มไม่ลงรอยกัน สุดท้าย “บิ๊กตู่” ไปลงเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ “รวมไทยสร้างชาติ” ส่วน “บิ๊กป้อม” ก็อยู่เฝ้าพรรคพลังประชารัฐ และทั้งสองก็พ่ายเลือกตั้งแบบยับเยิน
ทั้งสองพรรคข้อเท็จจริงคือ ยึดโยงกับคนสองคนคือ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” หลังเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” ก็วางมือทางการเมือง และทิ้งพรรคให้อยู่ในมือของ “พีระพันธุ์” แต่อย่างที่บอกไว้ พรรคนี้มีภารกิจเพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” และก็ไม่มีใครที่มีอำนาจหรือบารมีพอจะดึง สส. ให้อยู่กับพรรคได้ในวันที่ “บิ๊กตู่” ไม่อยู่กับพรรค
การอยู่มาได้ถึงสองปีโดยเพิ่งมาเกิดเรื่องแบบนี้ก็ถือว่ามหัศจรรย์
ขณะที่ “บิ๊กป้อม” แห่ง “พลังประชารัฐ” ก็โรยราไปมาก อำนาจบารมีไม่เหมือนเดิม ถึงขนาดถูกเตะออกจากรัฐบาลไปอยู่ฝ่ายค้าน และไม่มีทีท่าว่าจะกลับมามีบารมีได้ ที่อยู่จึงไม่ต่างกับการรอวันแยกทาง ขึ้นกับว่าจะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น
สรุปกันแบบเข้าใจง่ายๆก็คือ เมื่อเป็นพรรคเฉพาะกิจ และยึดโยงด้วยตัวบุคคล เมื่อภารกิจเฉพาะจบลง และตัวบุคคลก็แยกทาง ดังนั้นพรรคเหล่านี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะกลับมาแข็งแรงอยู่ยั้งยืนยงเป็นสถาบันการเมือง
อย่างที่เราบอกไว้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพรรคการเมืองที่มีภารกิจที่แล้วแต่ใครจะเรียกเช่น “สนับสนุน – แต่งตัว -เป็นนั่งร้าน” ให้คณะรัฐประหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็มีจุดจบที่ไม่ต่างกัน
เริ่มที่หลังการรัฐประหาร 2494 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ตั้งพรรค “เสรีมนังคศิลา” โดยมี “จอมพล ป.” เป็นหัวหน้าพรรค มี “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” อธิบดีกรมตำรวจ เป็นเลขาธิการพรรค และมี “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองหัวหน้าพรรค เรียกได้ว่าเป็นแกนของการรัฐประหาร และแข็งแกร่งถึงขนาดที่ไม่มีใครคิดว่าจะล้มลงได้ และหลังการเลือกตั้งปี 2500 ก็กวาด สส. 85 คน จาก 160 คน และเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
แต่นักศึกษาก็ประท้วงเพราะเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการโกงนับคะแนน การใช้กลไกอำนาจรัฐ หรือกระทั่งทำร้ายผู้สมัครคนอื่น คำว่า “พลร่ม ไพ่ไฟ” ที่หมายถึงคนมาลงคะแนนที่ไม่ได้มีรายชื่อ หรือการที่จู่ๆมีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมา ก็ล้วนแต่เกิดในยุคนี้
แม้จะเป็นรัฐบาล แต่ก็เผชิญปัญหา โดยเฉพาะปัญหาความแตกแยกภายใน เนื่องจากมี ส.ส. จำนวนมากลาออกเนื่องจากไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี และไปตั้งพรรคใหม่ที่มีชื่อว่า “พรรคสหภูมิ” ภายใต้การสนับสนุนของ “จอมพลสฤษดิ์” และที่สุดในปี 2500 พรรคเสรีมนังคศิลาก็ถูกรัฐประหาร โดย “จอมพลสฤษฏิ์”
และแม้หลังเลือกตั้ง “สหภูมิ” จะได้ สส. มากที่สุดคือ 46 คน แต่ก็ถือว่าน้อยมากจนบริหารประเทศไม่ได้ “จอมพสฤษฎิ์” จึงยุบพรรค “สหภูมิ” และรวม สส. มาตั้งพรรคใหม่ชื่อ “ชาติสังคม” และสนับสนุน “จอมพลถนอม กิตติขจร” เป็นนายกฯ แต่ก็ไม่สามารถควบคุม สส. ได้ ทำให้ “จอมพลสฤษฏิ์” รัฐประหารอีกครั้งและสั่งเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด
หลังจากอยู่ในระบอบเผด็จการมาสิบปี ในปี 2511 ก็มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและออก พ.ร.บ.พรรคการเมืองอีกครั้ง ซึ่ง “จอมพลถนอม” ก็ตั้งพรรคสหประชาไทขึ้นมา
แน่นอนว่าหลังการเลือกตั้งพวกเขาได้ สส. มากที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้ควบคุมเสียงไม่ได้ ที่สุด “จอมพลถนอม” ก็รัฐประหารตัวเอง และพรรคสหประชาไทก็สิ้นสุดลง
หลังการรัฐประหารปี 2535 ก็มีการตั้งพรรค “สามัคคีธรรม” ขึ้นมาเพื่อรองรับให้ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” หนึ่งในคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ แต่ก็ถูกประชาชนขับไล่จนเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ และในเดือน กรกฎาคมปี 2535 พรรคสามัคคีธรรมก็ขอเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็นชื่อ “พรรคเทิดไทย” ซึ่งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อมาในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 พรรคเทิดไทไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส. จึงเป็นเหตุให้ถูกศาลฎีกาประกาศยุบพรรคในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536
จะเห็นได้ว่าหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร แต่ละพรรคต่างก็ได้ สส. เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสิ้นสุดลงก็ไม่มีพรรคไหนที่สามารถอยู่ต่อเป็นสถาบันการเมืองได้ และประวัติศาสตร์ก็กำลังจะซ้ำรอยอีกครั้ง