“รัฐบาลหนู” ล้มเหลว! การจัดการวิกฤติ มหาอุทกภัยภาคใต้
แพทตี้ อีจัน
26 พฤศจิกายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
มหาวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาลปัจจุบัน นำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสถานการณ์เร่งด่วน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมากต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงเป็นวงกว้างสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า 1.5 แสนคน ที่อยู่อาศัยจำนวน 25,000 ครัวเรือน โรงเรียน 47 แห่งและโรงพยาบาล 8 แห่ง หลายๆ คนยังคงรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐแบบไร้ความหวัง มูลนิธิและทีมกู้ภัยกลายเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ แต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอและการไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างทันท่วงที
อุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงถึง 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการและอสังหาริมทรัพย์ ปศุสัตว์ และพื้นที่การเกษตรที่เสียหายเป็นจำนวนมาก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ออกมาระบุว่าความเสียหายจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ที่หาดใหญ่ที่หนักสุดในรอบ 25 ปี คิดเป็นมูลค่าถึง 25,000 ล้านบาท

เป็นเวลากว่า 3 วันแล้วที่ความช่วยเหลือของรัฐบาลยังเข้าไปไม่ถึงประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่รอคอยความช่วยเหลือและต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดนับเป็นวินาทีต่อวินาที
ความล่าช้าและไร้ซึ่งเอกภาพของภาครัฐอาจจะเกิดจากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีที่ต้องตัดสินใจอย่างทันทีทันใดภายใต้สถานการณ์เฉพาะหน้า กระบวนการราชการที่ล้าช้า การบริหารจัดการข่าวสารที่เป็นเอกภาพและถูกต้องครอบคลุม การไร้ซึ่งความสามารถและประสิทธิภาพในการบริหารงานภายใต้แรงกดดันและภาวะวิกฤติซึ่งต้องการความรวดเร็วแข่งกับเวลาที่มีผลต่อชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับแล้วแก้ไข การทำงานของนักการเมืองที่เน้นสร้างภาพลักษณ์มากกว่าการเล็งผลเลิศของงานโดยมีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การขาดประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยและพยากรณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า เป็นต้น
ปรากฎการณ์น้ำท่วมภาคใต้นี้จะเป็นภาพจำของประชาชนที่จะมีรัฐบาลปัจจุบันและคะแนนเสียงของประชาชนชาวใต้ที่จะมีต่อพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และอาจบดบังนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่รัฐบาลได้ทำมาก่อนหน้านี้
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินควรทำเป็นอันดับแรก คือ การอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่วิกฤติให้เร็วที่สุด การจัดตั้งวอร์รูมโดยนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้บัญชาการเองและมีตัวแทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อกำหนดแผนการจัดการโดยเฉพาะการอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่แบบรวมศูนย์ จัดทำศูนย์ข้อมูลรวม จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกลางรวมถึงขั้นตอนการอพยพผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม บูรณาการหน่วยงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ และข้าราชการในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์พักพิงดูแลผู้อพยพและศูนย์พยาบาลผู้ป่วยในพื้นที่ รวมถึงแผนการฟื้นฟูหลังน้ำลด เป็นต้น
ความล้มเหลวในการจัดการภาวะวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลอนุทินที่ถือว่ายังไม่ “เข้าตา” ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี และยะลา
นอกจากวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้แล้ว รัฐบาลอนุทินดูเหมือนจะยัง “สอบตก” ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศไทย ที่ยังไม่เห็นมาตรการใดๆ ที่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสีเท่าเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และการเสนอตัวให้ไทยเป็นผู้นำการปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาค โดยเน้นมาตรการเชิงรุก เช่น การจัดตั้งทีมปฏิบัติการร่วม หรือ Joint Task Force เพื่อทลายฐานสแกมเซ็นเตอร์ การจัดกุมและยึดทรัพย์ผู้นำและผู้มีส่วนร่วมในเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง
รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายสแกมเมอร์แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้อีกต่อไป ทั้งนี้ ยังรวมถึงการจัดการปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับประเทศกัมพูชาที่ยังคง “ไม่เข้าตา” ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยตามแนวตะเข็มชายแดนในพื้นที่พิพาท ที่ต้องการให้ปัญหาการขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่ยืดเยื้อ

ในขณะที่นโยบายของรัฐบาลอนุทินที่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน น่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ออกโดยรัฐมนตรีคนนอก หรือเทคโนแครต (Technocrat) ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทั้งภาคการเงินการคลัง การท่องเที่ยวและพาณิชย์ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแคมเปญคนละครึ่งพลัส เที่ยวดี มีคืน การซื้อหนี้เสียจากประชาชน การลดกระบวนการที่ล่าช้าในการลงทุนและจัดตั้งโรงงานของนักลงทุนต่างชาติที่ขอสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนจากบีโอไอ การเปิดตลาดใหม่ๆ ในการส่งออกโดยเฉพาะข้าวและผลิตผลทางการเกษตรเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงบางแห่งในปัจจุบัน
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของการบริหารงานโดย “นักการเมือง” และ “ผู้เชี่ยวชาญคนนอก” ถึงผลงานและนโยบายต่างๆ ที่ตรงใจประชาชน และน่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่จะถูกนำเสนอในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี