แปลกแค่ไหนก็ต้องทำ! เมื่อความอายพาเข้าสภาไม่ได้ ศึกเลือกตั้ง 2569

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

12 มกราคม 2569

แปลกแค่ไหนก็ต้องทำ! เมื่อความอายพาเข้าสภาไม่ได้ ศึกเลือกตั้ง 2569

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

ช่วงการเลือกตั้งเรามักจะได้เห็นอะไรที่ปกติไม่ค่อยได้เห็น เราจะเห็นนักการเมืองทำอะไรที่แปลกประหลาด หรือกระทั่งเสนอนโยบายสุดขั้วที่เหลือจะเชื่อ ชนิดที่มองตากันแล้วต้องบอกว่า “อิหยังวะ”

ความหวังของการกระทำล้วนตั้งอยู่บนเป้าหมายสุดท้ายเพียงคำตอบเดียวคือคะแนนเสียง แม้เส้นทางที่จะทำให้ได้มาจะหลากหลายสาเหตุเช่น สงสาร  ขบขัน เห็นใจ หรือจำได้เพราะแค่เห็นบ่อย

หลายครั้งการกระทำทั้งเหล่านั้นถูกมองว่าขัดกับธรรมชาติหรือตลกโปกฮาขนาดไหน แต่เพื่อคะแนนเสียง สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปได้  เราลองมาดูว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีเหตุการณ์อะไรทำนองนี้บ้าง

เริ่มด้วยภาพที่กำลังเป็น “มีม”  คือการที่ทีมของ “โสภณ ซารัมย์” อดีตรองนายกฯ กำลังก้มกราบบนเวทีหาเสียงพร้อมด้วย “คมคาย อุดรพิมพ์”  ผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยบุตรชาย

หลายคนอาจจะตลก และตกใจว่าการหาเสียงต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นง่ายๆว่า  คนระดับรองนายกรัฐมนตรีมาก้มกราบ

แต่ในสายตาของ “โสภณ” เขาไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะเขามองว่าที่คือการแสดงความจริงใจอย่างถ่อมตัวต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องประชาชน   

ที่สำคัญการก้มกราบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง ที่แน่ๆ “โสภณ” ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เขาเป็นนักการเมืองเก๋าประสบการณ์ เป็น สส. มาแล้ว 6 สมัย โดยเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ที่สำคัญคือไม่เคยสอบตกเลย! ตัวตลกของใครหลายๆคนจึงอาจไม่ใช่ตัวตลกของคนในพื้นที่ เพราะทุกการกระทำย่อมหลังผล

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ของการหาเสียงที่เราเห็นและอาจต้องใช้เสียงแบบเดียวกับ “คุณหว่อง – พิสิทธิ์ กิรติการกุล” ว่า “แหม!! ทำไปได้”

นั่นคือการเต้นของ “พรรครักชาติ” ที่นำโดยนักการเมืองฉายา “ไข่ต้ม” อย่าง “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” และ อดีตมือกฎหมายที่ปรึกษาประจำกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่าง “เจษฎ์ โทณะวณิก” ที่หอมแสงสีการเมืองสลัดเสื้อนักวิชาการมาสวมเสื้อแจ็คเก็ตเดินหาเสียง

ท่าเต้นที่เรียกว่า “คิกขุ อาโนเนะ” ด้วยหวังว่าจะโดนใจวัยรุ่น หลายคนมองว่าพวกเขายอมทำขนาดนี้ด้วยความหวังที่จะเข้าไปอยู่ในใจวัยรุ่น

“ชัยวุฒิ” ไม่ใช่นักการเมืองมือใหม่ หากแต่ครองพื้นที่ “สิงห์บุรี” จนถูกเรียกว่าบ้านใหญ่ เป็น สส.เขต 3 สมัย  เป็น สส. บัญชีรายชื่อ 1 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรีสมัย “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ส่วน “เจษฎ์” ก็เป็นนักกฎหมายฝีมือดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาก็มีส่วนในการทำคลอด

แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างทำให้ทั้งคู่ต้องมาเจอกันที่ “พรรครักชาติ” พรรคการเมืองหน้าใหม่

แน่นอนพรรคใหม่ขนาดนี้การจะเข้าไปอยู่ในหน้าสื่อไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นแคมเปญการเต้นจึงออกมา แม้ใครต่อใครแม้แต่เด็กวัยรุ่นที่เขามองว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายยังเบือนหน้าหนี

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เองที่ทำให้พรรคนี้อยู่ในหน้าสื่อ แถมเมื่อมี “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ไปร้องว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง ยิ่งทำให้สปอตไลท์หันมาฉายทางเขาแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

สิ่งที่ “ชัยวุฒิ” และ “เจษฎ์” มองไว้อาจไม่ใช่คะแนนในพื้นที่ที่วันนี้พวกเขามีน้อย แต่เขาอาจต้องการเก็บเล็กผสมน้อยในคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เพราะที่ผ่านมาก็มีให้เห็นว่าคนที่เป็นกระแสก็อาจได้รับเลือกตั้งเช่นกันเพราะคนจำได้

ต่อให้จะประหลาดกว่านี้พวกเขาก็ทำได้ เพราะสิ่งที่มองอยู่ข้างหน้าไม่ใช่ความอับอาย หรือความขวยเขินเฉพาะหน้า หากแต่อยู่ที่คะแนนเสียงที่อาจแปรเปลี่ยนให้พวกเขาได้เป็นท่านผู้ทรงเกียรติ

ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ต่างจาก “พี่เต้พระราม 7 – มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งปี 2566  คราวนี้เขากลับมาอีกครั้งในนามพรรค “ทางเลือกใหม่”

นโยบายสุดโต่งถูกประโคมออกมา เช่น นโยบาย “วิดพื้น” สร้างชาติ ,  ซื้อนิวเคลียร์ เพื่อใช้คานอำนาจกับมหาอำนาจ หรือการตั้งกองทัพอวกาศ

ฟังก็รู้ว่า “เพ้อฝัน” แต่อย่างน้อย “พี่เต้” ก็มีพื้นที่ในหน้าสื่อไม่ถูกจมหายไปกับกระแสพรรคใหญ่ แน่นอนหากได้กลับมาเป็น สส. นี่คือกำไร  ต่อให้มาจากการปัดเศษ แต่ศักดิ์และสิทธิ์ก็ไม่ต่างกัน

แม้แต่ “ผู้กองธรรมนัส” แม้หลายคนจะยี้ แต่เขาก็ไม่เคยตกกระแส  ยามที่ถูกอำจากการพูดผิด เขากลับหยิบการพูดผิดมาทำเป็น “มีม” กับคำที่บอกว่า “ทำมากกว่าพืด”  เมื่อตัวเองยอมรับความผิดพลาดและทำให้เป็นมุขประจำตัวไปแล้ว เรื่องนี้ก็เงียบหายไปเลย

นี่คือลักษณะพิเศษของ “นักการเมืองพันธุ์แท้” ที่พร้อมจะก้าวข้ามความเขินอาย ความไม่สมเหตุสมผล เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การไม่อาย หรือการไม่ถูกล้อ หากแต่เป้าหมายอยู่เพียงประการเดียวคือ “คะแนนเสียง” ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม เพราะบันไดสภามันงดงามและน่าก้าวขึ้นไปเสียเหลือเกิน