สมรภูมิ “เขากระโดง” ศึกนี้ “เพื่อไทย” ต้องเอาให้ลง!
ทีมออนไลน์
5 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา “มหาดไทย” ยุคใหม่ในวันที่ไร้ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าเพิกถอนโฉนดที่ดิน “เขากระโดง” พื้นที่ “กล่องดวงใจ” ของตระกูล “ชิดชอบ” และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสนามช้าง อารีนา สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และยังเป็นที่ตั้งของ บริษัทศิลาชัย บุรีรัมย์ 1991 ที่ภาษาธุรกิจใช้คำว่า Core Business ของตระกูล”ชิดชอบ”
เรียกได้ว่าเป็นย่างก้าวที่ตรงและรุนแรง แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า “ที่ดินเขากระโดง” คืออะไร และทำไมถึงมีปัญหา ที่สำคัญเป็นหมากกลทางการเมืองจริงหรือไม่

ก่อนอื่นเรามาย่อเรื่องให้เข้าใจง่ายๆกันก่อนว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
- “เขากระโดง” ที่ตั้งอยู่ใน จ. บุรีรัมย์ ในอดีตดึกดำบรรพ์ เป็นภูเขาไฟ และด้วยภูมิประเทศแบบนี้ทำให้มีหินชั้นดีเป็นจำนวนมาก
- เมื่อปี 2464 ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีประกาศเขตที่ดินรถไฟเพื่อทำทางรถไฟสัญจร
- ตามปกติแนวที่ดินเขตรถไฟก็จะห่างออกมาจากแนวรางประมาณ 50 เมตร แต่ที่นี่กลับห่างออกมาจากแนวราง 8 กิโลเมตร
- ทำไมต้องห่างขนาดนั้น นั่นก็เพราะต้องการใช้ขนส่งหินชั้นดีจากเขากระโดงเพื่อมาใช้ในกิจการรถไฟ และการประกาศเขตแนวรถไฟกว้างขนาดนั้นก็กินพื้นที่กว่า 5,000 ไร่
- ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเมื่อเป็นที่ดินรถไฟก็แปลว่าเป็นที่ของหลวงแล้ว โดยมีทั้งส่วนที่หลวงซื้อมา และ ไม่มีคนอยู่แต่แรก
ต่อมาก็มีคนมาอาศัย จนมีการทำความตกลงกับ “กรมรถไฟ” ให้เช่าอยู่ และหนึ่งในคนที่ย้ายมาอยู่และจะกลายเป็นตัวละครสำคัญคือ “ชัย ชิดชอบ” ที่เป็นพ่อของ “เนวิน – ศักดิ์สยาม – เพิ่มพูน ชิดชอบ” แกนนำภูมิใจไทย

แต่ไม่ทันที่จะทำสัญญาเช่าหรือไม่เช่า กลับมีการไปขอออกโฉนดกับ “กรมที่ดิน” ซึ่งกรมที่ดินก็อนุมัติ
เวลาผ่านไป “บุรีรัมย์” ก็ใหญ่ขึ้นพอๆ กับการแผ่ขยายอำนาจของ “ชิดชอบ” ที่ดินดังกล่าวเหมือนเป็นสมบัติของตระกูล
แม้ต่อมาจะมีการฟ้องร้อง และทุกศาล ทุกชั้นก็ตัดสินว่าที่ดินนี้เป็นของ “ที่ดินรถไฟ” และเห็นควรเพิกถอนโฉนด แต่มหาดไทยก็กลับไม่ได้ปฏิบัติตาม ท่ามกลางข้อครหาที่ว่า “ชิดชอบ” และ “ภูมิใจไทย” เป็นขาใหญ่ในกระทรวงคลองหลอด
แถมซ้ำ “ศักดิ์สยาม” ยังไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอยู่หลายปีดีดัก
และไม่น่าเชื่อว่าในประเทศนี้คนที่เซ็น “เพิกถอนโฉนด” ได้มีเพียงคนเดียวคือ “อธิบดีกรมที่ดิน” ซึ่งหากเขาไม่เซ็นโฉนดก็จะยังคงอยู่ต่อไป
แม้ศาลสุดท้ายอย่างศาลปกครองจะสั่งให้สำรวจเพื่อเพิกถอน แต่ “อธิบดีกรมที่ดิน” ก็ไม่ยอมทำตาม โดยตั้งกรรมการขึ้นมา และบอกว่ามีมติไม่เพิกถอน เพราะไม่มีแผนที่ของการรถไฟ ทั้ง ๆ ที่ในชั้นศาลอื่น ก็ตัดสินจากแผนที่ที่ “การรถไฟฯ” ยื่นทั้งนั้น
นี่จึงเป็นข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจมาโดยตลอด ว่าที่ดินที่ควรถูกถอนโฉนดกลับเป็นเรื่องยากเพราะมี “ขาใหญ่คลองหลอด” คุมอยู่

ต้องบอกว่า “อาณาจักรเขากระโดง” ของ “ชิดชอบ” ไม่ใช่พื้นที่น้อยๆ และกลายเป็นพื้นที่ไข่แดง แต่นัยยะหลักจริงๆ คือเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจของ “ชิดชอบ” และ “ภูมิใจไทย”
จริงอยู่ที่ถ้าสุดท้ายเป็นการเพิกถอนโฉนด และอาจจะให้ผู้ที่อยู่เดิมเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ “ชิดชอบ” ก็มีกำลังทรัพย์พอที่จะ “เช่า” แต่สัญลักษณ์แห่งอำนาจจะถูกทลายลงไป นี่คือสิ่งที่อยู่ด้านหลังที่ดิน “เขากระโดง”
ขณะที่ “เพื่อไทย” เองก็กำลังช่วงชิงสัญลักษณ์แห่งอำนาจกลับมาไว้ในมื่อ เพื่อให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่า “ภูมิใจไทย” และช่วงชิงสถานการณ์ความได้เปรียบกลับมาที่เดิม
มีคนถามว่าทำไมต้องเร่งเกมขนาดนี้ คำตอบก็คือ “เพื่อไทย” เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ประเมินแล้วทั้งคดีลูก อย่าง “คดีคลิป Uncle” และ คดีพ่ออย่าง “คดีชั้น 14” โอกาสเจ๊งมากกว่าเจ๊า
ถ้า “อุ๊งอิ๊ง” ต้องหลุดจากนายกฯ ใครๆ ก็รู้ว่าพันธมิตรที่จับมือกันร่วมรัฐบาลตอนนี้แตกแน่ๆ ถ้าอยากเป็นนายกฯต่อต้องมี “จุดเชื่อม” ซึ่ง “จุดเชื่อม” ที่ว่าก็คือคะแนนเสียงที่ล้นเหลือ และไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้นอกจากภูมิใจไทย
จริงๆ มีอีกหนึ่งพรรคคือ “ประชาชน” แต่เมื่อคิดสะระตะแล้ว หากดึง “ประชาชน” มา โอกาสเสียมากกว่าได้
แต่ครั้นจะเอา “ภูมิใจไทย” กลับมาเพื่อให้ “ขี่คอ” เหมือนที่ผ่านๆ มาก็ไม่น่าไหว ดังนั้นการช่วงชิงอำนาจ การชิงสถานการณ์เปลี่ยนเกมจึงเป็นเรื่องจำเป็น
พวกเขาต้องการบอกว่าพวกคุณมาเข้าร่วมได้ แต่ไม่ใช่ในสถานะ “เบอร์ 0” เหมือนที่ผ่านๆมา และต้องทำตามที่บอกเอาไว้
หากจะกลับมาในครั้งนี้ต้องไม่ใช่ลักษณะการไป “อ้อนวอน” ขอให้มาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ต้องเป็นลักษะบังคับจน “ภูมิใจไทย” ต้องขอมาเอง
เกมนี้ยังเป็นการวางยาวไปถึงหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า พวกเขารู้ดีว่าหากครั้งนี้ “เอาไม่ลง” อนาคตของตัวเองจะมืดมนขนาดไหน