ไม้เด็ดโค้งสุดท้าย ไม่จำเป็น! 3 พรรคใหญ่เชื่อมั่นจุดขายเดิม ตั้งแต่เริ่มหาเสียง
แพทตี้ อีจัน
7 กุมภาพันธ์ 2569

ไม้เด็ดโค้งสุดท้าย ไม่จำเป็น! 3 พรรคใหญ่เชื่อมั่นจุดขายเดิม ตั้งแต่เริ่มหาเสียง
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
เอาเข้าจริงเมื่อถึงโค้งสุดท้ายกลับไม่มีใครงัดไม้เด็ดอะไรออกมา มีเพียงการตอกย้ำจุดยืนของพรรคตัวเองว่า หากเลือกไปแล้วจะได้อะไร และสร้างแรงปลุกใจอะไรได้
เรามาสแกนที่สามพรรคหลัก ตั้งแต่ต้นจนจบการหาเสียง ดูว่ามีกลวิธีอะไรที่ถูกหยิบจับออกมาหวังชิงคะแนนนิยม
เริ่มจากพรรคที่เป็นรัฐบาลอย่าง “ภูมิใจไทย” ในการหาเสียงพวกเขา เป็นไปตามแผนที่วางไว้แต่แรกแบบไม่แตกแถว เริ่มด้วยการขายเรื่องชาตินิยม ความแข็งกร้าวต่อประเทศคู่ขัดแย้งอย่างกัมพูชา และความจงรักภักดีที่พวกเขาประกาศมาตั้งแต่ต้น จากนั้นเรื่องนโยบายพวกเขาก็ขาย “พูดแล้วทำพลัส” ซึ่งเอาจริงๆ ก็คือการต่อยอดโครงการเดิมอย่างคนละครึ่งพลัส และบอกว่าพวกเขาพูดจริงทำจริง
นอกจากกระแสอุดมการณ์ และ คำว่า “พลัส” อีกสิ่งที่ “ภูมิใจไทย” ขายอย่างจริงจังคือ “อดีตรัฐมนตรีคนนอก” ที่ตอนนี้กลายมาเป็น “คนใน” ไม่ว่าจะเป็น “ศุภจี สุธรรมพันธ์” “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” และ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” โดยขายความเป็นมืออาชีพในแต่ละด้าน
เมื่อวันเวลาผ่านไปใกล้ถึงวันหย่อนบัตรเมื่อกระแสเปลี่ยนไป พรรคคู่แข่งทำท่าจะได้คะแนนเยอะ “ภูมิใจไทย” ก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากแกนเดิม แต่เพิ่มเติมความเข้มข้นเช่นเน้นเรื่องความรักชาติแบบชาตินิยม พร้อมด้วยแมสเสจแฝงไม่เลือกเราเขามาแน่ อ้อนขอคะแนนผู้สนับสนุนฝ่ายขวา
ส่วนความเพลี่ยงพล้ำในการพูดของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ถูกแทนที่ด้วย “เอกนิติ – ศุภจี – สีหศักดิ์”
เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
มาถึง “พรรคประชาชน” เรียกว่ามีมูฟเมนต์มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มหาเสียงจนถึงช่วงท้าย โดยช่วงต้นพยายามเน้นเรื่องอุดมการณ์ และนโยบาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีอะไรที่โดดเด่นมากนัก
แต่ก็เริ่มมีเรื่องราวให้พูดถึงและถกเถียงในช่วงกลางอย่างการเปิดตัว “ว่าที่รัฐมนตรี” ที่มีทั้งเสียงเฮ และเสียงโห่ จากกองเชียร์
ดูเหมือน “พรรคประชาชน” จะพลิกเกมได้ เมื่อเกิดกรณี “ประกันสังคม” งานนี้กลายเป็นกระแสชนิดเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่
จะบอกว่านี่คือความตั้งใจก็ไม่เชิง แต่นีคือเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะมาเป็นเวลาหลายปีจากการตรวจสอบ แต่ทุกอย่างบังเอิญมาประจวบเหมาะเมื่อทางสำนักงานประกันสังคมรอต่อไปไม่ไหว รีบแก้ระเบียบเลือกตั้ง
ขณะที่ตัวบุคคล “พรรคประชาชน” เองก็รู้ว่า “เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่ใช่แม่เหล็กขนาดนั้น จึงเตรียมปรับเกมดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” มาช่วยดึงเรตติ้ง ซึ่งก็ทำได้ดี
แต่ก็เหมือนกรณีประกันสังคม เมื่อเวลาและสถานการณ์บ่มเพาะจนดาวเดิมจรัสแสงขึ้นมานั่นคือ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” เธอถูกนำเสนอในฐานะตัวแทนของความโกรธ ที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรม เรื่องราวที่อัดอั้นตันใจที่ระบบต่างๆ ดูจะผิดเพี้ยนไปเสียหมด
เวที “สามย่านมิตรทาวน์” คือเวทีที่เธอเปล่งประกายที่สุดและดึงฐานเสียงส้มที่ยังลังเลให้กลับมา
เมื่อประกอบทั้งสถานการณ์และบุคคล สัปดาห์สุดท้ายของพวกเขาจึงไม่ต้องการอะไรที่มากไปกว่าการเลี้ยงกระแส
มาที่ “พรรคเพื่อไทย” เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่เขาไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง และถูกมองในฐานะเบอร์สาม
อดีต สส. บ้านใหญ่ เดินพาเหรดออกจากพรรค นี่จึงกลายเป็นหมุดหมายว่า “เพื่อไทย” กำลังเริ่มที่จะปฏิรูปพรรคใหม่
พวกเขาพยายามนำเสนอนโยบายที่หลากหลาย ผสมผสานกับตัวบุคคลที่ยังย้ำแบรนด์ดิ้งว่านี่คือตัวแทนของ “ชินวัตร” โดยนำเสนอ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ที่ทุกคนรู้กันว่าเขาคือ “ลูกเจ๊แดง – หลานทักษิณ”
ในมุมหนึ่งเป็นการตอกย้ำว่า “ชินวัตร” ยังไม่ทิ้ง “เพื่อไทย” แต่อีกมุมก็ถูกมองว่าพรรคนี้ก้าวไม่ข้าม “ทักษิณ”
บทบาทของพรรคในครั้งนี้ Back to Basic เดินหน้าพูดเรื่องนโยบาย และไม่เปิดแนวรบถ้าไม่จำเป็น
แม้พรรคอื่นจะชวนทะเลาะ ชวนประกาศจุดยืนว่าจะจับหรือไม่จับมือกับใคร แต่พวกเขาก็ยืนว่าต้องรอดูผลการเลือกตั้ง ซึ่งเท่านี้ก็พอที่จะเป็นจุดยืนแล้วว่าพวกเขาจะจับมือกับทุกพรรค
แต่เอาเข้าจริงนโยบายต่างๆ ที่ออกมาก็ไม่โดนใจ ที่สุดเขาก็ต้องเข็นสองนโยบายออกมาในช่วงท้ายของแคมเปญ
อย่างแรกก็คือ “ยิ่งกว่าพลัส” ก็คือการเพิ่มเติมคนละครึ่งพลัสของ “ภูมิใจไทย” และอีกนโยบายคือแจกเงินวันละล้าน 9 คน โดยบอกว่าเป็นการดึงคนเข้าระบบภาษี
พวกเขามั่นใจว่าท่าทีและสิ่งที่แสดงออกมาเพียงพอต่อการดึงความนิยมจึงไม่มีอะไรที่ต้องขยับขยายอีก และรอคอยหลังเลือกตั้ง
เพราะไม่ว่าผลจะออกแบบไหนพวกเขาก็จะอยู่ในฐานะตัวแปรสำคัญ และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาปลดเปลื้องภาระแห่งผู้ชนะออกไปจากบ่า และแต่งตัวรอเป็นรัฐบาลไม่ว่าในฐานะอะไร
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็รู้กันแล้ว เพราะสุดท้ายคนที่ชี้ชะตาว่าใครคิดผิดคิดถูกไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวพวกเราทุกคนนั่นเอง