สถานการณ์รุมเร้า! คำถามดังลั่นจะถึงปรับ ครม.ไหม ?
ทีมออนไลน์
7 มิถุนายน 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
ตอนนี้หน้าข่าวของบ้านเราเทไปที่สองเรื่อง หนึ่งคือความขัดแย้งกับ “กัมพูชา” และ สองคือ “การปรับ ครม.” ซึ่งที่สุดแล้วปลายทางอาจกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
เรามาที่เรื่องปรับ ครม. เพราะก่อนหน้านี้ความขัดแย้งที่หลายคนเรียกว่า “สงครามตัวแทน” โหมกระพือ เรื่องราวมาถึงตอนที่ กกต. ออกหมายเรียก สว. ที่เกี่ยวพันคดี “ฮั้ว” มาเกือบครบแล้ว แถมมีคนไปร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญของให้ยุบพรรคภูมิใจไทยกับกรณีนี้
ขณะที่ทุกอย่างเขม็งเกลียว “ภูมิใจไทย” ก็เหมือนจะยอมลงให้โดยโหวตผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569” วาระที่1

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีแต่ข่าวว่า “ภูมิใจไทย” ยอมแล้ว! ยอมถอนออกจากกระทรวงมหาดไทย มีข้อแม้ประการเดียวคือถ้าจะปรับก็ต้องปรับใหญ่ทุกพรรค
เสียงเขย่าขวด ครม. ดังเซ็งแซ่ จริงบ้างเท็จบ้าง อย่างยากที่จะแยกออก
ข่าวแรกลอยมา “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะ “อนุทิน” ยอมออกจากมหาดไทย ไปอยู่กระทรวงศึกษาธิการ รวบตำแหน่งรองนายกฯ และอาจจะมีกระทรวงอื่นปลอบใจ
แต่คอการเมืองวิเคราะห์กันว่า “ดีล” นี้อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะทำไม “ภูมิใจไทย” ต้องยอมไปกระทรวงที่ตัวเองได้อยู่แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่าตอนนี้คนที่นั่งว่าการศึกษาฯ หรือชื่อรหัส “เสมา 1” ก็คือ “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ที่แค่นามสกุลก็รู้ว่าเขาคือใครและภารกิจอะไร
เสียงเล่าลือบอกว่าที่ “เสี่ยหนู” ไปสาธารณสุขไม่ได้ เพราะ “เพื่อไทย” ไม่ยอมปล่อยเนื่องด้วยการกุมสภาพที่เกี่ยวข้องกับ “คดีชั้น 14”
และยังมีข่าวว่า “คนเพื่อไทย” แต่งเนื้อแต่งตัวกันคึกคัก เตรียมไปนั่งทำงานที่คลองหลอด ไล่ตั้งว่า “ว่าการ” ยัน “ช่วย”
นอกจากนี้มีข่าวด้วยว่ากระทรวงใหญ่ที่จะ “ปลอบใจให้ ก็คือ “กระทรวงพลังงาน” ที่ตอนนี้เป็นของ “รวมไทยสร้างชาติ” ซึ่งตอนนี้ก็ร้าวเป็นแก้วตกพื้นเพราะไม่มีผู้นำทางจิตวิญญาณตัวจริงเหลืออยู่
แต่ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “ภูมิใจไทย” เองก็ไม่อยากไปกระทรวงพลังงาน จริงอยู่ที่เป็นกระทรวงใหญ่ แต่ที่นี่มี “รัฐมนตรีเงา” อยู่ข้างหลัง ใครไปอยู่ก็ล้วนไม่สบายใจทั้งนั้น

ระหว่างที่ข่าวปรับ ครม. กำลังเซ็งแซ่ ก็เกิดเรื่องราวที่ทิ้งเชื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วอย่างปัญหา “กัมพูชา”
ซึ่งนาทีนี้กระแสสังคมแรงแบบสุดๆ และมีความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่แสดงท่าทีอะไรที่ชัดเจน แม้ “กัมพูชา” จะมาแรงอย่างไร แต่การจัดการปัญหาของไทยดูเหมือนจะไม่เท่าทัน
เสียงตำหนิรัฐบาลดังก้องไปทั่ว กองทัพชิงบทบาทการนำไปจากรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลจะทำอะไรก็ดูเหมือนจะช้าไปหนึ่งก้าว แถมการจัดการกระแสสังคมก็ทำได้ไม่ได้
ต้องบอกตามตรงว่าสถานการณ์ของรัฐบาลขณะนี้ไม่สู้ดี หอก ดาบ ทุกด้าม ทุกเล่ม พุ่งเข้าหารัฐบาล ความน่าเชื่อถือตกต่ำเป็นประวัติการณ์
แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับ “การเมือง” อะไรที่ดูเหมือนจะกำลังได้เปรียบก็เปลี่ยนไป
“ครูใหญ่ภูมิใจไทย” อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ก็โพสต์ ไทยสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว และติดแฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
แน่นอนคนที่เหลือในพรรคภูมิใจไทยก็ไปทางเดียวกัน เหมือนกับบอกว่าตอนนี้เราอยู่กับ “กองทัพ” ที่ชี้นำสถานการณ์ ไม่ใช่ “เพื่อไทย” ที่นำรัฐบาล

เมื่อสถานการณ์การบ้านเป็นรอง การเมืองจะไปเหลืออะไร
คนที่ไปร้องยุบพรรคภูมิใจไทยอย่าง “ณฐพร โตประยูร” ก็ถูกดำเนินคดีเก่าและไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่ “เสี่ยหนู”ก็ลั่นประโยคเด็ด “จะขึ้นธรรมาสน์ก็ต้องล้างเท้า” ซึ่งแปลว่าก่อนจะไปร้องคนอื่นตัวเองก็ต้องบริสุทธิ์
ขณะที่การปรับ ครม. ก็มีแหล่งข่าวออกมาเขย่าอีกรอบ แต่คราวนี้แหล่งข่าวเป็นฝั่ง “ภูมิใจไทย” บ้าง โดยบอกว่า ส.ส.ภูมิใจไทย พูดคุยกันแล้ว จะเสนอหัวหน้าพรรคสองออปชั่น หากจำเป็นต้องออกมาจากมหาดไทย
ออปชั่นแรก จะเหลือรัฐมนตรี 7 ตำแหน่งจากเดิม ตำแหน่งก็ได้ แต่จะต้องบริหารเบ็ดเสร็จสามกระทรวง คือ รองนายกรัฐมนตรี คมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยวฯ เอาง่ายๆ คือ สามกระทรวงนี้จะไม่มีรัฐมนตรีพรรคอื่นเลย
ซึ่งเป็นข้อเสนอที่หนักหน่วง เพราะต้องไม่ลืมว่า “สาธารณสุข” ก็เกี่ยวพันกับความเป็นไปของ “คดีชั้น 14” ขณะที่คมนาคมเองก็เป็นกระทรวงหลักที่ขับเคลื่อนผลงานรัฐบาล ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ แล้วนี่ “ภูมิใจไทย” ขอดูแบบเบ็ดเสร็จ 100% ไม่ให้มีพรรคอื่นมาเกี่ยวข้อง “เพื่อไทย” จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ออปชั่นที่สอง ขอดูแลเรื่องการเกษตรและจัดการน้ำมั้งระบบ ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ฯ กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงดิจิทัล โดยบอกว่ารับงานเศรษฐกิจ ดูแลเกษตรกร การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ งานพัฒนาและแก้ปัญหาระบบน้ำ ทั้งระบบ แต่เพื่อไทยเองก็น่าที่จะไม่พอใจออปชั่นนี้ เพราะเพื่อไทยเองก็อยากดูเศรษฐกิจทั้งระบบ
อย่างไรก็ตามระหว่างที่ต่อรองสถานการณ์กัมพูชาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ขณะที่รัฐบาลเองก็ดูจะยังจัดการสถานการณ์ไม่ได้ กัมพูชาทั้งเสริมกำลัง ทั้งกดดันในทางการทูต ทำให้นาทีนี้ “เพื่อไทย” ตกเป็นเบี้ยล่างอย่างแท้จริง
และเช้าวันเสาร์ ก็ถึงนาทีที่ “ภูมิใจไทย” ไม่ยอมอีกต่อไป เพราะ “เสี่ยหนู” ประกาศกร้าว “ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร” และยังย้อนอีกว่า “มันเขย่าไม่ได้ นี่เป็นรัฐบาลผสม และเป็นข้อตกลงที่เราหารือกันตั้งแต่เราตั้งรัฐบาล นายกฯเศรษฐา ทวีสิน 2 ปีแล้ว”
ก่อนที่จะหล่นวาทะเด็ด “พรรคภูมิใจไทย อยู่ดีๆ ไม่ได้เดินไปขอร่วมรัฐบาล อย่าลืมว่าเรามาตามคำเชิญของพรรคเพื่อไทย จำได้หรือไม่”
ชัดกว่านี้ไม่มีอีกแล้วว่าสถานการณ์เปลี่ยน “ภูมิใจไทย” ไม่ยอม และแสดงท่าทีชัดว่าพวกเขาอยู่กับฝั่งไหน
ทำให้ “เพื่อไทย” ต้องกลับมาคิดหนัก ถึงจุดที่ตัวเองยืนอยู่ และต้องประเมินว่านี่ใช่จุดต่ำหรือยัง เพราะหากยังจัดการสถานการณ์กัมพูชาไม่ได้ ดีไม่ดี ครม. ก็จะไม่ได้ปรับ