ปัญหาสแกมเมอร์ หมัดเด็ดพิฆาต “รัฐบาลหนู”

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

22 ตุลาคม 2568

ปัญหาสแกมเมอร์ หมัดเด็ดพิฆาต “รัฐบาลหนู”

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

ปัญหาสแกมเมอร์อาจจะเป็นหมัดน็อคที่พิฆาตรัฐบาลอนุทินหากรัฐบาลที่มีอายุการทำงานเพียง 4 เดือนปฏิบัติการล่าช้าและประสบความล้มเหลวในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ได้สร้างความเสียหายอันมหาศาลไม่ใช่เฉพาะแก่ประเทศไทยแต่ทั่วทั้งโลก

หากรัฐบาลละเลยในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง มีมาตรการการจัดการกับปัญหาอย่างเต็มรูปแบบและโปร่งใส ประเทศไทยอาจตกเป็นเป้าหมายและถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรูปแบบเดียวกับประเทศกัมพูชา และจะถูกกดดันจากนานาชาติอย่างหนักทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ไทยจะถูกสังคมโลกผลักให้อยู่ในมุมเดียวกับกัมพูชา ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของไทยในเวทีโลกจะหายไปกลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยธุรกิจสีเทา คอรับชัน และการฉ้อโกง

ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีอนุทินได้ประกาศปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลไทยจะตัดไฟ ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องรอสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ยังไม่ถือเป็น “ยาแรง” ในการปราบปราบสแกมเมอร์ในกัมพูชา แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายสแกมเมอร์ ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุนสีเทาที่โยงใยกับนักการเมืองไทย รวมถึงโยงกับนักธุรกิจสัญชาติกัมพูชา จีน และไทย ดังนั้น รัฐบาลควรมีการจัดตั้งทีมพิเศษที่ทำการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก เพื่อแก้ปัญหาเครือข่ายทุนสีเทาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใสและไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม อายัดทรัพย์ รวมถึงการตัดท่อน้ำเลี้ยงและปิดบัญชีของต้นตอเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ในประเทศไทยโดยมีการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เป็นฉากบังหน้า

รัฐบาลที่จะได้ใจประชาชนจะต้องไม่กลัวความจริงและอยากให้ข้อมูลต่างๆ เปิดเผยออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับกลุ่มทุนสีเทาเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงใยกับนักการเมืองไทย หรือเครือข่ายนักธุรกิจต่างชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งในกัมพูชาและเมียนมาร์ มาตรการการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของไทยควรมีขั้นแผนงานและขั้นตอนที่ชัดเจน นำเสนอในเวทีนานาชาติและอาเซียนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนว่าประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจังและเต็มรูปแบบ พร้อมสร้างบทบาทการเป็นผู้นำของนานาชาติในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รัฐบาลยังควรบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง ตำรวจไซเบอร์ รัฐมนตรีดิจิทัล และรัฐมนตรียุติธรรม โดยควรทำงานร่วมกันเป็นทีมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดจริงจัง ตรงไปตรงมา รวมถึงการปลดล็อคความล่าช้าของระบบราชการ โดยหน่วยงานต่างๆ สามารถลงมือปฏิบัติการได้ทันทีไม่ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี

โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติควรมีหน้าที่หลักในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการจัดการกับเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนของฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง หน่วยงานของไทยยังควรประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของชาติอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบและมีมาตรการในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่นเกาหลีใต้ เช่นการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ร่วมกัน รวมถึงการไล่ล่าตัวการใหญ่ของแก๊งค์สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ด้วยการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสัญชาติของกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ ที่สร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและความมั่งคงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่สร้างความเสียหายให้กับหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยประเทศต่างๆ เหล่านั้นได้ให้การยอมรับว่าปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หลายๆ ประเทศได้ออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่นเกาหลีใต้ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ (Special Task Force) มารับตัวชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกมาทำงานในประเทศกัมพูชา และตกเป็นเหยื่อแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ รวมถึงที่ทำผิดเองโดยสมัครใจ กลับไปดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดที่ประเทศต้นทาง

มาตรการดังกล่าวยังรวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อธุรกิจต่างชาติที่โยงใยกับเครือข่ายสแกมเมอร์ จากข้อมูล พบว่ามีชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและยังไม่เดินทางกลับจำนวน 2,662 คนในปี 2023 และ 3,248 คนในปี 2024 ในปี 2025 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม มีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชาทั้งสิ้นจำนวน 67,609 คน ขณะที่ 66,745 คนเดินทางกลับประเทศแล้ว ยังเหลืออีก 864 คนที่ยังไม่ได้เดินทางกลับ กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังได้เตรียมการปฏิรูปการให้บริการกงสุลครั้งใหญ่ รวมไปถึงการเพิ่มบุคลากรเฉพาะทาง โดยวางแผนเปิดตัวระบบเตือนภัยล่วงหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อทำการแจ้งเตือนเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงสูงและเพื่อช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติหรือเหตุการณ์อื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เข้มข้นของเกาหลีใต้ทำให้สแกมเมอร์ในกัมพูชาอาจหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเข้ามาในประเทศไทย ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองจากสังคมโลกมากยิ่งขึ้น

Rigo Van den Broeck รองประธานด้านธุรกิจ Cybersecurity ของ MasterCard ได้กล่าวในงาน GovWare 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Singapore International Cyber Week 2025 ว่า ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมสแกมเมอร์มีมูลค่าสูงถึง 15.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก ซึ่งมูลค่านี้ถ้าเปรียบเทียบเป็นประเทศแล้วมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามรองจากขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีน ลายในปี 2027 คาดว่าอุตสาหกรรมสแกมเมอร์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปถึง 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายถึงจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของจีนทั้งประเทศ นั่นหมายถึงว่าสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายกับเหยื่อเท่านั้น แต่ยังก่อปัญหาต่อสังคมและระบบเศรษฐกิจ รวมถึงส่งผลโดยอ้อมให้คนไม่เชื่อมั่นในการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล และยิ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Authentic AI พัฒนาขึ้น ยิ่งง่ายที่สแกมเมอร์ทั่วโลกจะนำมาใช้ในการหลอกลวงเหยื่อให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการณ์ว่าสแกมเมอร์สร้างความเสียหาย 23.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.7 แสนล้านบาทในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยประเทศที่มีความเสียหายสูงที่สุดคือสิงคโปร์ ซึ่งเสียหายเฉลี่ย 2,132.1 เหรียญสหรัฐ หรือราว 70,000 บาทต่อคน รองลงมาคือมาเลเซียที่เสียหาย 1,035 เหรียญสหรัฐ หรือ 34,000 บาทต่อคน และไทยที่เสียหาย 354 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,600 บาทต่อคน

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี