เลือกตั้ง2569 พรรคการเมืองไทย ยังยึดติดประชานิยม ขาดการปฏิรูปเศรษฐกิจ

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

7 มกราคม 2569

เลือกตั้ง2569 พรรคการเมืองไทย ยังยึดติดประชานิยม ขาดการปฏิรูปเศรษฐกิจ

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว 

หลายพรรคการเมืองไทยยังชูโครงการประชานิยมระยะสั้นเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเพื่อให้ประชาชนเสพติด แต่ละเลยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัญหาเศรษฐกิจหลักๆ ที่ขัดขวางขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีนานาชาติ  

ทั้งนี้ ยังรวมถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทยที่ไม่ได้รับการเหลียวแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝังคุณธรรมในระดับครอบครัว จากระดับคุณธรรมที่ตกต่ำลงเป็นอย่างมากในปี 2568 เทียบปีก่อนหน้า

  

ปัจจุบัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ประเทศไทยติดกับดักความขัดแย้งทางการเมืองมาเป็นเวลาหลายสิบปีจนขาดความใส่ใจในการปรับปรุงพัฒนาภาคส่วนสำคัญๆ ที่มีผลต่อความเจริญเติบโตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา และภาคการผลิตที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนจากการถูกเร่งเร้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต หรือ Original Equipment Manufacturing (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง หรือ High Value Industries ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย  

รองศาสตราจารย์ นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้กล่าวว่า ตนเองอยากฝากไปถึงหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ที่หาเสียงอยู่ในปัจจุบันโดยมุ่งเน้นในเรื่องเศรษฐกิจและการเติบโตของจีดีพีเป็นนโยบายหลักซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่หัวหน้าพรรคการเมืองควรหันกลับมาให้น้ำหนักกับมิติทางสังคมและมิติทางดัชนีคุณธรรม หรือ Moral Index ควบคู่ไปด้วย  

ข้อมูลจากศูนย์คุณธรรมพบว่าประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเจนวาย (Gen Y) ซึ่งเติบโตเป็นกลุ่มพ่อ-แม่ในปัจจุบัน มีระดับของพฤติกรรมด้านคุณธรรมที่แย่ลง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัว ขาดซึ่งวินัย ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ โดยพฤติกรรมด้านคุณธรรมสามารถวัดได้เป็นตัวเลข และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติว่าไม่ได้รุกล้ำสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมาตรวัดตัวนี้ไม่ได้ใส่ชื่อนามสกุลของผู้ให้ข้อมูลและไม่ได้เปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร ทั้งนี้ ระบบศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศด้านคุณธรรม หรือ Moral Data Center (MDC) ได้แปลงคุณธรรมเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่สามารถวัดได้ (Measurable) ไม่ว่าจะเป็นความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต จิตอาสา และกตัญญู โดย MDC จะเป็นคลังข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงโดยประชาชนทั่วไป นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ดำเนินงานโครงการในพื้นที่ บริหารระดับจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย เพื่อใช้ข้อมูลคุณธรรมในการวิเคราะห์ ติดตาม ประมวลผลและกำหนดทิศทางเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในทุกระดับ ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนบนฐานคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม  

เรียลวอชท์ แล๊ป (RealWatch Lab) ฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน)  บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Data-driven Technology ได้สำรวจความคิดเห็นของ Social Media หรือชาวเน็ต ในทุกแพลตฟอร์ม ถึงความคาดหวังที่อยากให้เกิดขึ้นในปี 2569 จากการเก็บข้อมูลในทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่วันที่ 1-28 ธันวาคม 2568 อันดับแรกของความคาดหวังคือการปฏิรูปพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง คิดเป็นสัดส่วน 29% สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทย และความคาดหวังกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ โดยผู้ให้ข้อมูลคาดหวังการบริหารจัดการพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง มีความเป็นอิสระทางการเมืองจากกลุ่มทุนต่างๆ รวมถึงการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม 

ในขณะที่ความคาดหวังอันดับที่ 2 คือเรื่องของการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม และการเพิ่มสวัสดิการ คิดเป็นสัดส่วน 28% และความต้องการผู้นำประเทศที่เก่งและลงมือทำจริง ตามมาเป็นอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วน 25% อันดับที่ 4 เป็นเรื่องของความคาดหวังให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น และควบคุมการนำเข้า คิดเป็นสัดส่วน 14% และอันดับที่ 5 คือความคาดหวังให้มีการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 4%  

จากภาพรวม ความหวังของชาวเน็ตจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะใน 3 ความคาดหวังแรกที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 82% เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งการปฏิรูปพรรคการเมืองและความคาดหวังเรื่องของการเลือกตั้ง รวมถึงมาติการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมและการเพิ่มสวัสดิการ ซึ่งเป็นประเด็นในเชิงนโยบายที่ชาวเน็ตต้องการเห็นจากรัฐบาลใหม่ ยังรวมไปถึงประเด็นความต้องการผู้นำประเทศที่เก่งและลงมือทำได้จริง 

ในขณะที่ความคาดหวังในอันดับที่ 4 และ 5 เป็นเรื่องของปากท้องของประชาชน ทั้งความคาดหวังให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น รวมถึงต้องการให้รัฐบาลควบคุมเรื่องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐอเมริกา และความคาดหวังในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน  

จากผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ณ วันที่ 28 กันยายน 2568 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 740,596 บาท ต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% จากปี 2567 และสูงสุดในรอบ 4 ปี ในขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานภาวะหนึ้ครัวเรือนในสังคมไทยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่า ในไตรมาส 2 ชองปี 2568 ประเทศไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.31 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงทำให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี