นโยบายเศรษฐกิจ ทำได้จริงหรือเป็นเพียงลมปาก
ทีมออนไลน์
24 ธันวาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
จากปัญหาความมั่นคง กรณีการสู้รบไทย-กัมพูชา ซึ่งทอดเวลามาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ โดยนอกจากกองทัพไทยจะทวงคืนผืนแผ่นดินที่เป็นอธิปไตยของไทยมาแบบ 100% แล้ว ยังต้องการที่จะทำให้กัมพูชาสูญสิ้นศักยภาพทางการทหารในการเป็นภัยคุกคามประเทศไทยไปอีกเป็นเวลานาน และท้ายที่สุดแล้ว สงครามระหว่าง 2 ประเทศก็ต้องจบด้วยการเจรจา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของผู้ชนะที่จะมีอำนาจในการกำหนดวาระและเนื้อหาของการเจรจา
นอกเหนือไปจากปัญหาความมั่นคงที่ถือเป็นปัจจัยอันดับแรกที่รัฐบาลและกองทัพไทยให้ความสำคัญ นั่นเป็นเพราะว่าหากไร้ซึ่งความมั่นคงและเสถียรภาพทางดินแดนของประเทศแล้ว เศรษฐกิจก็ไม่อาจดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น รัฐบาลจึงต้องให้ความใส่ใจในการแก้ปัญหาความมั่นคงเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการจัดการปัญหาข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมข่มขู่รุกราน และเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายทศวรรษ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ซึ่งประชาชนจะมีโอกาสได้ใช้สิทธิของตนเองในการเลือกผู้แทนและพรรคการเมืองผ่านบัตรเลือกตั้ง เพื่อจะได้มาซึ่งรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการสู้รับกับกัมพูชาที่ยังอาจดำเนินอยู่หรืออยู่ในขั้นตอนของการเจรจาสองฝ่าย ยังรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้องของประชาชน การขาดกำลังซื้อ ปัญหารายได้ต่ำไม่เพียงพอกับการค่าการดำรงชีพที่สูงลิ่ว ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงติดเพดาน ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำขาดการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิต
ปัญหาภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงผลิตสินค้าที่เน้นต้นทุนต่ำ ขาดการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า รวมถึงภาคแรงงานที่ยังขาดการพัฒนาศักยภาพและทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด ภาคการศึกษาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและทักษะสมัยใหม่ ตรงกับตลาดแรงงานในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เป็นวิจารณญาณของประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องพิจารณาอย่างตั้งใจและถี่ถ้วนว่านโยบายของพรรคใดสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงหากได้เป็นรัฐบาลหรือเป็นแค่เพียงวาทะกรรมหรือลมปากที่ใช้เพื่อการหาเสียงเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นโครงร่างนโยบายทางเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอและจะถูกนำมาใช้ได้จริงหากตนเองได้เป็นรัฐบาล…

พรรคประชาชน
พรรคประชาชนเน้นนโยบาย 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาคุณภาพชีวิต 2) การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ 3) ประชาธิปไตยความมั่นคงใหม่ และ 4) การปฏิรูประบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ การใช้เทคโนโลยีปราบปรามทุนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางหรือ Data Bureau ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ข้อมูลบัญชีธนาคาร เงินสด ธุรกิจ e-Money ธุรกิจการค้าเงินตราต่างประเทศ)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่จะทำให้การกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในธุรกิจการค้าทองคำแท่ง ธุรกิจการค้าทางออนไลน์และอนุพันธ์ สินทรัพย์ดิจิทัล การค้าอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ เป็นต้น โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่โปรไฟล์หรือคุณสมบัติของเจ้าของสินทรัพย์ พฤติกรรม และรายการเข้า-ออก นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเน้นเดินหน้าตรวจสอบการทุจริตคอรับชัน การปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับเกษตรกร เยาวชนไทย ผู้สูงอายุ กลุ่มคนและแรงงานทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน
ตัวอย่างนโยบายของพรรคประชาชน ได้แก่ ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ระบบค่าแรงที่เป็นธรรมทั้งระบบ การคุ้มครองแรงงานนอกระบบโดยเฉพาะฟรีแลนซ์และแรงงานที่อยู่ในออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โครงการหวยใบเสร็จที่ให้ประชาชนที่ซื้อสินค้าจากร้าน SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ หากซื้อครบ 500 บาท จะสามารถนำใบเสร็จไปแลกลอตเตอรี่ได้ 1 ใบ โดยจำกัดไม่เกินคนละ 2 ใบต่อเดือน โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการกระจายรายได้ให้กับ SMEs และดึงทุกๆ ธุรกิจเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดการเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไปพร้อมๆ กัน
ทั้งนี้ เป็นการดึงเอาเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบที่รัฐบาลสามารถพัฒนาข้อมูลและจัดการได้ ทั้งนี้ ยังรวมถึงการขายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม โดยรัฐบาลต้องออกกฎกติกาให้ทุกสินค้าที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์มต้องมีป้ายกำกับรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. สำหรับยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น ถ้าสินค้าใดไม่มีป้ายกำกับแสดงบนเว็บไซต์ รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังด้วยการปิดเว็บไซต์นั้นเสีย เป็นต้น

พรรคภูมิใจไทย
เน้นการแก้ปัญหา 4 ด้านหลัก ได้แก่ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ
พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการต่อโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่คาดว่าจะช่วยดันเศรษฐกิจไทยเติบโต 3% ในปีหน้า รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เน้นช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชน ได้แก่ การออกบัตรคนจนใหม่หรือเรียกว่าบัตรคนจนพลัส การลดค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท จาก 3.78 บาทในปัจจุบัน การไม่ปิดกันโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุ โครงการพยาบาลอาสาที่เน้นจ้างลูกหลานกลับบ้านไปดูแลผู้สูงวัยโดยให้อัตราเงินเดือน 15,000 บาทเป็นระยะเวลา 4 ปี โครงการเรียนฟรีต้องมีจริงที่ระดมเอาหลักสูตรและเนื้อหาการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเข้าไปอยู่ในออนไลน์แพลตฟอร์ม
โดยประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและไม่มีค่าใช้จ่าย และจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบ การสร้างกำแพงความมั่นคงปกป้องประชาชนจากภัยคุกคาม และโครงการทหารอาสา จำนวน 100,000 อัตราเงินเดือน 12,000 สัญญาจ้าง 4 ปี ที่จะมาช่วยให้ประชาชนไม่ต้องเกณฑ์ทหาร โดยทหารอาสาจะถูก upskill เป็นนายสิบเมื่อจบสัญญาจ้างและอยากทำหน้าที่เป็นทหารต่อไป ทั้งนี้ยังรวมถึงการสร้างศูนย์บำบัดยาเสพติดในทุกอำเภอ เป็นต้น
พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับ “ดรีมทีม” หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความทุ่มเทที่จะมาร่วมกันบริหารประเทศ โดยหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะได้นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแลด้านการคลังของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น วินัยการเงินการคลัง ค่าเงินบาท นโยบายทางเศรษฐกิจ และงบประมาณ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลด้านการค้า การพาณิชย์ และอุตสาหกรรมของประเทศ อย่างเช่น Thailand Plus การนำสินค้าไทยไปเปิดตลาดทั่วโลก การท่องเที่ยว ในขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะรับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และใช้การทูตสร้างความแข็งแกร่งและปกป้องศักดิ์ศรีให้ประเทศในเวทีโลก

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน นโยบายเร่งด่วนนโยบายแรก ได้แก่ หวยเกษียณ ที่ทางพรรคจะทำให้ได้ภายใน 3 เดือนหากได้เป็นรัฐบาล ที่จะทำให้คนไทยกว่า 34 ล้านคนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนสามารถออมเงินได้โดยไม่ต้องไปปรับพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของตนเอง อีกทั้งยังทำให้ผู้สูงอายุมีเงินก้อนไว้ใช้ยามแก่เฒ่าเป็นส่วนเสริมไปกับเบี้ยยังชีพและสวัสดิการอื่นๆ
อีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนของพรรคเพื่อไทยได้แก่การล้างหนี้ให้คนไทย ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและอนาคตของเศรษฐกิจไทย พรรคเพื่อไทยยังคงเน้นการแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ เติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดไปจนถึงการค้ำประกันสินเชื่อและการสร้างงานและอาชีพให้กับประชาชน
นโยบายของพรรคเพื่อไทยในการแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนมีดังต่อไปนี้ 1) การแก้หนี้นอกระบบ ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน เพื่อให้ประชาชนนำไปปิดหนี้นอกระบบ 2) การแก้หนี้ NPL ที่ทำให้รายได้กลายเป็นดอกเบี้ย โดยประชาชนที่มีหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท สามารถจ่ายคืนหนี้เพียง 10% หรือ 20,000 บาท ก็สามารถปิดหนี้ได้ทันที 3) การแก้หนี้เกษตรกร โดยเกษตรกรจะได้รับการพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท 4) ล้างหนี้วัยเกษียณ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคง โดยจะปลดหนี้เสียของผู้สูงวัยที่มีหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท ภายในระยะเวลา 3 เดือน 5) ลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด สำหรับกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีที่จ่ายตรงและจ่ายครบทุกงวด โดยสามารถผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด สำหรับยอดหนี้ 100,000 บาท ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมองว่าการแก้หนี้ประชาชนไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการซ่อมแซมฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็งและนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี