ท้าทายรัฐบาลใหม่! หลังไทยเป็นประเทศไม่น่าลงทุน ในสายตาต่างชาติ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

21 มกราคม 2569

ท้าทายรัฐบาลใหม่! หลังไทยเป็นประเทศไม่น่าลงทุน ในสายตาต่างชาติ 

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว 

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ จากปัจจัยลบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ถูกละเลยมานานและต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน วิกฤตการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นความท้าทายและความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ที่อาจทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจที่สุดในอาเซียน 

มีการคาดการณ์จาก IMF ว่าไทยอาจสูญเสียตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของอาเซียนให้กับฟิลิปปินส์และเวียดนามภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังและบูรณาการ 

ประเทศไทยเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานและปัจจัยด้านความเชื่อมั่นในระยะสั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดมุมมองไม่น่าลงทุน ได้แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจนเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย หรือ GDP โตต่ำสุดในรอบ 30 ปี ที่ 2% ในปี 2568 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.5%-1.6% ในปี 2569 

ประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงจนติดเพดาน รวมถึงราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลถึงกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาวะเงินเฟ้อในไทยติดลบต่อเนื่องเป็นเวลา 9 เดือน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างเป็นทางการ สังเกตได้จากร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ที่ทยอยปิดตัวลงจากการไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ โดยเฉพาะต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) จากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในวัยทำงานจากอัตราการเกิดที่น้อยลง ทั้งนี้ ยังรวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงและการลงทุนในระบบการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง ระบบการเมืองและข้าราชการไทยยังคงติดอยู่กับความล่าช้า การรวมศูนย์อำนาจ การปรับตัวสู่ดิจิทัลที่ล่าช้า และการกำหนดงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์การลงทุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับอนาคต  

ประเทศไทยยังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย หรือ IMD Ranking ในปี 2568/2569 ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ โดยลดลง 5 อันดับจากปีก่อนหน้า ปัจจัยที่ลดลงมากที่สุดคือ ประสิทธิภาพของภาครับ (Government Efficiency) ที่ลดลงอย่างชัดเจนจากอันดับที่ 24 มาอยู่ที่อันดับ 32 รวมถึงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลงไปอยู่อันดับที่ 47  

สาเหตุหลักของการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทยมากจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพา “บุญเก่า” จากอุตสาหกรรมเดิมมากเกินไป จนละเลยการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างคุณค่าเพิ่มจากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New S-Curve และ การวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ประเทศไทยยังมีการลงทุนต่ำ โดยมูลค่าการลงทุนจริงทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนวิกฤตปี 2540 ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียมีการลงทุนเติบโตกว่าไทยถึง 2-3 เท่า คุณภาพแรงงานและภาษาของแรงงานไทยที่ตอบโจทย์ธุรกิจในปัจจุบันยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานไทยยังขาดการพัฒนาทักษะ ไม่ว่าจะเป็นการ Re-skill และ Up-skill รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษา อย่างจริงจัง  

โดยทักษะด้านภาษาของแรงงานไทยตกลงจากอันดับที่ 47 มาอยู่ที่ 54 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเจอปัจจัยกดดันในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทผันผวน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้ขีดความสามารถของไทยเปราะบางมากขึ้น 

การที่ประเทศไทยไม่น่าลงทุนในสายตาของชาวต่างชาติยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ การปรับเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยทำให้เกิดความไม่แน่นอนในเชิงนโยบายและขาดการดำเนินนโยบายที่ยั่งยืน มีแต่นโยบายประชานิยมระยะสั้น ประเด็นทางการเมืองมักเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจลงทุนในไทย  

ประเทศไทยยังคงติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์และกลุ่มทุน โดยความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและกลุ่มทุนยังคงเข้มข้น ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจและทรัพยากรของรัฐ ประเทศไทยยังมีการผูกขาดทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือ SMEs นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญกับวิกฤตคอร์รับชันที่ยังคงแทรกซึมไปในทุกวงการ โดยเฉพาะในภาคการเมืองและข้าราชการ ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและการด้อยคุณภาพของโครงการรัฐและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศ และยังเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดที่ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อบ้าน 

ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งหรือปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบิน และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ประเทศไทยยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกระแทกสู่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมาทำหน้าที่บริหารประเทศในปีนี้ ที่ต้องเร่งทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่น่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเหมือนเดิม โดยมีหลายๆ ภาคส่วนทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมต้องการการปรับปรุงและปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องประสบกับความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังจนสายเกินแก้ 

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี