ความท้าทายเศรษฐกิจ ปัญหาหนักอึ้งรัฐบาลใหม่ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

30 ธันวาคม 2568

ความท้าทายเศรษฐกิจ ปัญหาหนักอึ้งรัฐบาลใหม่ 

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว 

ความท้าทายทางเศรษฐกิจอันหนักอึ้งยังรอรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่ประกอบด้วย “ผู้ที่รู้และมีความสามารถจริง” มาช่วยแก้ปัญหาที่สั่งสมมาเป็นเวลานานและสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ไทยติดหล่มเศรษฐกิจโตต่ำที่สุดในอาเซียนและต่ำกว่าศักยภาพของประเทศที่ควรจะเป็น 

โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำเพียง 1.5% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่า 2%-2.2% ในปี 2568 และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 2.3% ในปี 2570 ซึ่งยังเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน  

ทั้งนี้ยังรวมถึงปัญหาด้านความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ถึงแม้จะมีการลงนามข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมาท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ แต่กลิ่นอายสงครามรอบ 3 ยังเปราะบางคลุกกรุ่นอยู่อย่างต่อเนื่องจากกรณีกัมพูชาไม่มีความจริงใจและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการส่งกำลังบำรุงและอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่แนวหน้าและการบินโดรนจำนวนมากเพื่อยั่วยุและตรวจการณ์แนววางกำลังของ่ฝ่ายไทย เป็นต้น 

หลายๆ พรรคการเมืองหาเสียงโดยชูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นนโยบายหลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% ในปี 2569 และบางพรรคบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตได้ถึง 5% ดังนั้นจึงเป็นวิจารณญาณของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงว่าจะพิจารณาอย่างไรที่จะคัดเลือกพรรคการเมืองที่จะ “ทำได้จริง” ในนโยบายที่ได้ให้ไว้หรือเป็นแค่เพียง Tactic หรือ “ชั้นเชิง” ในการหาเสียงแค่นั้น 

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะเผชิญความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2568 จากทั้งปัญหาที่ต้องการการแก้ไขเร่งด่วน และปัญหาเชิงโครงสร้างที่เน้นการปฏิรูปและการแก้ไขระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ชะลอตัวลงและฟื้นตัวได้ช้าจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงฉากทัศน์ทางการค้าโลก 

ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของภาษีทรัมป์ที่มีต่อการค้าและการลงทุนโลก ปัญหาการไหลทะลักของสินค้าจีนที่มีผลต่อการแข่งขันทั้งในตลาดไทยเองและตลาดส่งออกทั่วโลก ปัญหาการเลิกจ้างและการว่างงานในตลาดแรงงานไทย กำลังการซื้อและการบริโภคภายในประเทศที่ลดลงจากปริมาณหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนติดเพดาน การลงทุนและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ชะงักงันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่สถาบันการเงินต่างๆ ก็ยังค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบ 

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังมีข้อจำกัดด้านการคลังและงบประมาณที่จะสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ และปัญหาการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงจากการขาดแคลนนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่อหัวยังอยู่ในระดับต่ำ แหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมขาดการอนุรักษ์และการบูรณะให้มีสภาพดีคงเดิม คนไทยจำนวนมากยังไร้จิตสำนึกในการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะอาดเรียบร้อยของสถานที่ จิตอาสา และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย 

ทั้งนี้ ยังรวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังคงผลิตสินค้าที่ล้าสมัย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ขาดการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการผลิต ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จากจำนวนและสัดส่วนของประชาชนที่อยู่ในวัยแรงงานลดลง สวนทางกับจำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น คุณภาพและทักษะของประชาชนผู้สูงวัย รวมถึงกำลังในการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจลดน้อยลง  

อีกทั้งภาระงบสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ในการที่จะสร้างงานและสร้างรายที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนที่อยู่ในวัยเกษียณและหลังเกษียณให้เข้ามาอยู่ในตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงงานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงรัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ทักษะ และคุณภาพของประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานอีกทางหนึ่งด้วย 

การปฏิรูปการศึกษาไทย เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาเดินหน้าประเทศ โดยการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคนไทยผ่านการปรับปรุงและพัฒนาใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ ครูผู้สอน การเรียนรู้ การบริหารจัดการ โอกาสการศึกษา เทคโนโลยี และการผลิตกำลังคนเพื่อตอบโจทย์สังคมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการกระจายอำนาย การมีส่วนร่วม และสร้างความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ แต่ยังคงเผชิญความท้าทายในการนำไปปฏิบัติจริง นอกจากนี้ สถาบันการศึกษายังควรมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจในการพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ให้เก่งขึ้น (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ทั้งหมด (Reskill) ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้แรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมีคุณภาพที่สูงขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า 

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี