ลุยให้สุดหรือหยุดแค่นี้! หลังผู้นำสหรัฐและมาเลเซีย เรียกร้องไทย-กัมพูชาให้หยุดยิงทันที
แพทตี้ อีจัน
10 ธันวาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
เป็นเวลากว่า 3 วันแล้วที่การสู้รบตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นมาอีกรอบ โดยมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดน ที่ต้องการให้รัฐบาลและกองทัพปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังทหารของกัมพูชาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว เพื่อลิดรอนความสามารถไม่ให้คุกคามอธิปไตยของประเทศไทยได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามจากผู้นำชาติที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา ในการกดดันไทยและกัมพูชาให้ทำการหยุดยิงโดยทันที และปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้ลงนามไว้ การบ้านของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือจะจัดการกับความกดดันอย่างไร โดยเฉพาะการเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจจะนำเอาประเด็นการเจรจาการค้าและมาตรการปิดกั้นทางภาษี มาเป็นข้อต่อรองในการบังคับให้ไทยยุติการสู้รบและกลับมาสู่โต๊ะเจรจา
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้มีการร้องเรียนประท้วงกัมพูชากรณีละเมิดข้อตกลงสันติภาพเป็นเวลาหลายต่อหลายครั้ง สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยของทั้ง 2 ประเทศ มีผลให้สันติภาพไม่เป็นผลและยังดำรงความตรึงเครียดตามแนวชาวแดนที่ยังคงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ การเจรจากับประเทศและผู้นำที่ไม่มีความจริงใจจึงอาจเป็นเพียงการหลบเลี่ยงปัญหาและการเผชิญหน้าได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ในทัศนะของผู้เขียน กองทัพไทยต้องปฏิบัติการทางการทหารอย่างเต็มที่เพื่อทำลายศักยภาพทางการทหาร โดยจำกัดความสูญเสียที่จะเกิดแก่กองกำลังทหาร และประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาให้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อลิดรอนศักยภาพทางกองทัพของกัมพูชาที่จะเป็นภัยคุกคามประเทศไทยในอนาคตไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน รวมถึงการกวาดล้างศูนย์บัญชาการและเครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งตามแนวชายแดนใกล้กับประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน

เพื่อเป็นการตัดน้ำเลี้ยงและธุรกิจสีเทาของผู้นำกัมพูชา รวมถึงเม็ดเงินที่จะมาหล่อเลี้ยงกองทัพกัมพูชาและปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน เป็นต้น ขณะที่ปฏิบัติการทางการทูตโดยกระทรวงการต่างประเทศก็ทำได้ดีและเห็นผลเชิงประจักษ์ในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชาในเวทีนานาชาติ กระทรวงพาณิชย์ก็พยายามเร่งสรุปการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาและบุกเบิกตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อลดทอนความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงตลาดเดียว
ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 28 กรกฎาคม และทั้งไทยและกัมพูชาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) อีกครั้งในวันที่ 26 ตุลาคม ที่มาเลเซีย ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นผู้ลงนาม และมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยข้อตกลงนั้นมีเจตจำนงเพื่อสร้างสันติภาพ แก้ไขปัญหาชายแดน การถอนอาวุธหนักและทุ่นระเบิด และการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลากหลายทัศนะมองว่า กัมพูชาไม่เคยพูดอะไรตรงไปตรงมา และได้สะสมกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการต่อสู้และรุกรานอธิปไตยของไทยอยู่อย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีข้อตกลงสันติภาพก็ตามที อีกทั้ง ยังไม่มีความกดดันอย่างจริงจังจากเวทีสหประชาชาติและเวทีอาเซียนต่อการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ตลอดถึงยังไม่เห็นแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศใดๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือเวียดนาม ต่อความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทำความเข้าใจกับนานาชาติเรียบร้อยแล้วในการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศกัมพูชา
โดยรอบนี้ การเน้นย้ำที่การสู้รบในแต่ละยุทธภูมิตลอดแนวเขตชายแดนจะมีเกินกว่าการกลับมานั่งเจรจาเพื่อปฏิญญาและข้อตกลงเพื่อสันติภาพ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการหยุดยิงในวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยทั้งไทยและกัมพูชายังคงเตรียมพร้อมในการสะสมยุทโธปกรณ์ที่จะสู้รบกันในรอบใหม่ โดยไทยได้เข้าคุมพื้นที่ 10 กว่าจุดในการสู้รบครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า ภูมะเขือ ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทโดนตวล สัตตะโสม ช่องจอม ช่องสายตะกู พระวิหาร และพลาญยาว เป็นต้น
ในการสู้รบครั้งนี้ ไทยจึงพยายามเข้ายึดพื้นที่ที่เรายังเข้าครอบครองไม่ได้จากการสู้รบครั้งที่แล้ว ในขณะที่ทางกัมพูชาเองก็พยายามชิงพื้นที่กลับคืนเป็นของตนเอง โดยไทยและกัมพูชาได้เปิดแนวรบเต็มรูปแบบในพื้นที่อีสานใต้และตะวันออก คิดเป็นระยะทาง 800 กิโลเมตรตามแนวชายแดน รวมทั้งสิ้น 7 จังหวัด อันได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด อย่างไรก็ตาม จุดเน้นย้ำที่สำคัญของกองทัพไทยในการสู้รบครั้งนี้คือ การทำลายขีดความสามารถทางการทหารของกัมพูชา ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักเป้าหมายหนึ่งของปฏิบัติการ โดยกองทัพได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดอาคารกาสิโน ที่ช่องอานม้า ช่องจอม อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย และที่ตาพระยา อาคารสแกมเมอร์เหล่านี้ นอกจากเป็นศูนย์สแกมเมอร์และค้ามนุษย์แล้ว ยังเป็นสถานที่เก็บอาวุธ เป็นฐานที่มั่นและกองบัญชาการของฝ่ายกัมพูชา

กองทัพบกเน้นย้ำคือต้องทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางทหารและไม่เป็นภัยคุกคามไทยเราอีกต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ถือว่าเป็นภารกิจที่แตกต่างจากปฏิบัติการครั้งก่อนๆ ที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง โดยกองทัพไทยได้มาถึงจุดที่หมดความอดทนกับกัมพูชาอีกต่อไปและมีความพร้อมในการรบเต็มที่ และไทยพร้อมชิงโจมตีก่อนทุกสถานการณ์หากกัมพูชาใช้อาวุธหนักข้ามแนวรบอันอาจสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กองทัพอากาศได้ใช้ F-16 ปฏิบัติการหลายรอบในการทำลายสถานที่ตั้งที่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์หนักที่จะเป็นจุดที่ใช้โจมตีไทยและทำลายโอกาสในการโจมตีนั้นเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม กองทัพได้เน้นย้ำว่าเหตุผลที่ทางไทยไม่ใช่ฝ่ายเปิดฉากโจมตีแม้จะทราบตำแหน่งอาวุธของฝ่ายกัมพูชา เป็นเพราะว่าไทยยึดมั่นในหลักสากลว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตนเอง (Right to Self Defense) อันเป็นแนวทางที่ต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังสูงสุดโดยสามารถย้อนดูปฏิบัติการจากการปะทะกันครั้งก่อนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 2-3 วันที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าไทยได้ให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า International Humanitarian Law (IHL) อย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด
เมื่อฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากโจมตีในวันที่ 7 และ 8 ธันวาคม แม้จะมีการตกลงหยุดยิงก่อนหน้า และทำให้หลายพื้นที่ของพลเรือนเริ่มได้รับผลกระทบ โดยมีคำถามตามมามากมายว่าทำไมไทยไม่ทำการโจมตีกัมพูชาในเชิงรุกเพื่อสกัดศักยภาพของฝ่ายตรงกันข้าม โดยทางกองทัพกล่าวว่าแม้การตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ทุกการใช้กำลังต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของความจำเป็นในการตอบโต้และการได้สัดส่วน โดยทุกพื้นที่ของการโจมตีต้องแน่ใจว่าเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดภัยคุกคามโดยตรง โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นคลังอาวุธ คลังสินค้า รวมถึงโครงสร้างบัญชาการ เพื่อลิดรอนขีดความสามารถหลักของฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนและยุทธวิธีตามหลักสากล โดยทุกการโจมตีต้องมั่นใจว่ากำลังรบของฝ่ายไทยอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด แม้จะพยายามลดความสูญเสียแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีความสูญเสียทั้งที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางการทหารของกองทัพไทยทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาเอกราช อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นสำคัญ
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี