มหาอำนาจล้อมไทยให้หยุดยิง เพื่อสันติหรือผลประโยชน์

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

17 ธันวาคม 2568

มหาอำนาจล้อมไทยให้หยุดยิง เพื่อสันติหรือผลประโยชน์

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว 

ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา สาธารณะรัฐประชาชนจีน หรือแม้แต่ประธานอาเซียนและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม รัฐบาลและกองทัพไทยจะต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความเป็นเอกภาพในการลดทอนความสามารถทางการทหารของกัมพูชาจนกระทั่งประเทศที่เป็นต้นตอของสแกมเมอร์แห่งนี้จะไม่มีศักยภาพในการเป็นภัยคุกคามประเทศไทยอีกต่อไป

การเจรจาเพื่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศไทยเป็นผู้กำหนดวาระในฐานะผู้ชนะสงครามและมีอำนาจเหนือการต่อรอง และต้องเป็นวาระที่กัมพูชาไม่สามารถจะปฏิเสธได้ อย่างที่เข้าใจได้ว่าเราไม่ต้องไปหาเหตุผลใดๆ ในสงครามเพราะสงครามคือความชอบธรรมของผู้ชนะซึ่งจะทำให้ไทยมีอำนาจเหนือกัมพูชาที่เป็นผู้แพ้สงครามซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อย่างไรก็ตาม การกำหนดวาระการเจรจาใดๆ ก็จะต้องไม่ขัดแย้งกับวาระ กฎระเบียบ หรือบรรทัดฐานที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาว่าไทยซึ่งเป็นประเทศใหญ่ไปรังแกกัมพูชาที่เป็นประเทศที่เล็กกว่า และไทยก็ยังต้องอยู่กับกัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านไปอีกนานเท่านาน ไม่สามารถแยกออกจากกันเป็นเอกเทศได้เนื่องจากมีพรมแดนติดกัน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยและกองทัพได้ยืนยันว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายหยุดยิงก่อนและต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงใจในการเก็บกู้ระเบิด ในขณะที่ทางกัมพูชาก็ยังไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้รุกรานและแสดงเจตจำนงในการขอเจรจาเพื่อหยุดยิงแต่อย่างไร

และแม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยืนกรานเรียกร้องให้ไทย-กัมพูชายุติสงครามโดยทันที โดยขู่ที่จะยกเลิกข้อตกลงทางการค้าและอัตราภาษีนำเข้าที่กำหนดไว้ที่ 19% รวมถึงจะมีการเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปอีกด้วย หากแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควรเป็นประเด็นรองโดยรัฐบาลต้องมองปัญหาความมั่นคงของประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องการการแก้ไขเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ หากประเทศไม่มีความมั่นคงถาวรแล้ว รัฐก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาอื่นๆ รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงประชาชน โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาท ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตประจำวันและทำมาหากินได้อย่างปกติ

หากจะมองให้ดีแล้ว การเข้ามาแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาของสหรัฐฯ อาจไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่สหรัฐฯ เองก็หวังการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แอบแฝงเพื่อประเทศของตนเองด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือทางการทหารกับประเทศกัมพูชาที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบ การใช้ท่าเทียบเรือเรียม (Ream Naval Base) สำหรับเทียบเรือรบสหรัฐฯ และขนถ่ายยุทโธปกรณ์ หรือแม้แต่ความน่าจะเป็นในการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศกัมพูชาในอนาคต เพื่อโอบล้อมและป้องกันการเผยแผ่อิทธิพลจากประเทศจีน เป็นต้น ทั้งนี้ ยังรวมถึงการเสาะหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก (Rare Earths) และแหล่งก๊าซธรรมชาติต่างๆ ในประเทศกัมพูชาเองและในเขตพื้นที่พิพาทกับประเทศไทย

ในขณะที่ของจีนต่อสงครามไทย-กัมพูชา คือสนับสนุนการเจรจาและไกล่เกลี่ย โดยเน้นการหยุดยิงและปกป้องพลเรือน ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น กลไกของอาเซียนและติดต่อกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด แม้จีนจะมีความสัมพันธ์ทางทหารอย่างแนบแน่นกับกัมพูชา รวมถึงการสนับสนุนด้านอาวุธ แต่ก็ระบุว่าอาวุธที่ส่งมอบให้กับกัมพูชาเป็นของเก่า จีนยังยืนยันบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม อาวุธที่ทันสมัยจำนวนหนึ่งสัญชาติจีนที่ถูกทิ้งไว้โดยทหารกัมพูชาและได้ถูกค้นพบโดยกองทัพไทยที่เนิน 500 และ 677 โดยสมมติฐานแล้วน่าจะเป็นการสั่งซื้อจากรัฐสู่รัฐระหว่างกัมพูชากับจีน จากตลาดมืด หรืออาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกัมพูชาให้ไทยขัดแย้งกับจีนก็เป็นได้

กลยุทธ์ของจีนในการขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียนจะเน้นการผนวกเศรษฐกิจผ่านการค้า การกระจายการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผน Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งรวมถึงการสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียนกับจีน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการพัฒนา การส่งเสริมเสถียรภาพ และการรับมือความท้าทายร่วมกัน ทั้งความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและอาชญากรรมออนไลน์ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยอาศัยข้อตกลงทางการค้า และการสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคและลดช่องว่างการพัฒนา

ประเทศในภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับ 2 ประเทศมหาอำนาจในการคานอำนาจทางการทหารซึ่งกันและกัน รวมถึงขยายอิทธิพลและเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สงครามระหว่างไทย-กัมพูชาที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของทั้ง 2 ประเทศ จึงไม่ใช่การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น เนื่องจากมีผลประโยชน์ที่ประเทศมหาอำนาจต้องการเข้ามามีส่วนร่วมและกำหนดทิศทางของข้อพิพาทนี้ โดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อสันติภาพเป็นหลัก ในความเป็นจริงแล้ว สันติภาพอย่างสมบูรณ์น่าจะเป็นเพียงอุดมคติสำหรับ 2 ประเทศที่มีประวัติและรากฐานความขัดแย้งที่รุนแรง การเจรจาใดๆ จึงควรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกองทัพไทยประสบความสำเร็จในภารกิจสำคัญๆ ทั้งหมด นั่นก็คือยึดคืนพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทและเป็นอธิปไตยของไทยทั้งหมด และลิดรอนความสามารถของกัมพูชาในการเป็นปรปักษ์และภัยคุกคามประเทศไทยในอนาคตไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ทั้งนี้ ไทยจะต้องเป็นผู้กุมอำนาจและความได้เปรียบในการเจรจาต่อรองเพื่อพัฒนาความมั่นคงในอธิปไตยของชาติและความสงบสุขของประชาชนสืบต่อไป

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี