ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ประเด็นร้อนที่เซาะกร่อนความเชื่อมั่นรัฐบาล
ทีมออนไลน์
4 มิถุนายน 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาหนักอึ้งทางเศรษฐกิจสังเกตได้จากดัชนีชี้วัดต่างๆ ที่สามารถชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “ไม่ปกติ” ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามที่จะบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศยังโตฉลุยอยู่ก็ตาม โดยชี้ให้เห็นว่าในไตรมาสที่ 1 ประเทศไทยมีการเติบโตของจีดีพีที่ 3.1% อย่างไรก็ตาม ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลาง กลับไม่เป็นอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้างแต่อย่างใด เห็นได้จากกำลังซื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาหนี้สาธารณะท่วมท้น อาการ “เงียบเหงา” ไร้คนเดิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ห้าง หรือศูนย์การค้า หรือการปิดตัวของร้านอาหาร และ SMEs ต่างๆ เนื่องจากแบกรับภาระการขาดทุนไม่ไหวนั่นเอง
กรณีดังกล่าวสร้างผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดภาวะผู้นำของตัวนายกรัฐมนตรี รัฐบาลไร้ซึ่งผลงานและไม่สามารถตอบสนองประชาชนตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่นโครงการ Digital Wallet และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังขาดความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ การแก้ปัญหาอุตสาหกรรมภายในประเทศและการท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาการคอรับชัน และยาเสพติด เป็นต้น

ยิ่งมีประเด็นข้อพิพาททางชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามและเพิกเฉยต่อปัญหาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยที่อ้างว่าไม่ต้องการใช้ความรุนแรงหรือสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่แตกต่างจากท่าทีอันก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติ และไม่เคารพมิตรประเทศของรัฐบาลกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปฏิกิริยาที่ออกท่าที “เกรงใจ” รัฐบาลกัมพูชาได้สร้างกระแสความไม่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ ที่มองว่าในภาวะที่ประเทศเกิดข้อพิพาทชายแดน ที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกลับนิ่งเฉย ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ไม่สามารถเป็นหลักให้ประชาชนยึดถือได้ ขาดความเข้าใจในความรู้สึกของประชาชนและจิตสำนึกในการตอบสนองต่อปัญหาอย่างเร่งด่วน ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลผู้นำประเทศที่เดิมว่าแย่อยู่แล้วยิ่งจมดิ่งลงไปอีก

ทั้งนี้ ในทัศนะของผู้เขียน นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยควรตอบโต้กัมพูชาด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวเช่นเดียวกัน รวมถึงมีความรู้สึกเร่งด่วน (Sense of Urgency) ในการตอบสนองปัญหาข้อพิพาทอย่างทันทีทันใด รัฐบาลควรให้การสนับสนุนผู้นำทหารและกองทัพที่มีความเป็นมืออาชีพในปฏิบัติการเชิงรุกต่างๆ อย่างเป็นเอกภาพเพื่อตอบโต้กำลังทหารและรัฐบาลกัมพูชาตากหลักของเหตุผลและความชอบธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจว่ารัฐบาลมีมาตรการอะไรบ้างตามขั้นตอนในการจัดการกับปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวตามหลักปฏิบัติสากล เพื่อที่ประชาชนจะได้เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยจะไม่สุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียดินแดนอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชาไปแล้วเมื่อครั้งที่ถูกตัดสินโดยศาลโลกในปี 2505 โดยประเด็นดังกล่าวยังฝังลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนชาวไทยอยู่มิรู้ลืม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังขาดจิตสำนึกที่มองประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยดึงดันที่จะเปิด Entertainment Complex โดยเฉพาะกาสิโน โดยถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลแทนที่จะเป็นประเด็นการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนเชิงโครงสร้างและในการศึกษาเพื่อปรับหรือพัฒนาทักษะของประชาชนในภาคแรงงานโดยตรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมประเทศและมุ่งเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากหลายภาคส่วน รัฐบาลกลับมองว่า Entertainment Complex และกาสิโน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และจะช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาล สามารถพลิกฟื้นตลาดท่องเที่ยวที่กำลังซบเซาในขณะนี้ ในขณะที่ภาคประชาชนและนักวิชาการ กลับมองว่า Entertainment Complex และกาสิโน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้ามกลับจะสร้างปัญหาทางสังคมให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งฟอกเงิน การพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทาอื่นๆ อันจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นไปในทางลบต่อสายตานักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้อต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการผูกขาดไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมพลังงาน การสื่อสาร ก่อสร้าง และค้าปลีก ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ในอัตราที่สูง กระทบต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ และต้นทุนในการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดความเหลื่อมล้ำของชนชั้นต่างๆ ในสังคม ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เห็นได้จากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ปัญหาปากท้อง โรงงานปิดตัว คนตกงาน และอำนาจการซื้อถดถอย
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นบ่อนทำลายความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปรับปรุงภาพลักษณ์และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแทนที่จะเน้นการโต้ตอบและแก้ปัญหาการเมืองและพวกพ้องเป็นสำคัญ…
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี