ภาษีทรัมป์ 19% ชัยชนะ หรือ จุดเริ่มต้นความพ่ายแพ้ ?
ทีมออนไลน์
6 สิงหาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
การที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยจาก 36% เหลือ 19% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือประเทศคู่แข่งในภูมิภาค หากแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันภายใต้ภูมิทัศน์ทางการค้ารูปแบบใหม่ในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยจะไม่ได้เป็นผู้นำอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศรั้งท้ายในการแข่งขันหากรัฐบาลขาดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในปฏิรูปเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะที่ประเทศคู่แข่งโดยตรงของไทยอย่างเวียดนามที่ได้รับอัตราภาษีที่ 20% ก่อนหน้านี้ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะของบุคลากรชาวเวียดนามในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการผลิตและบริการ รัฐบาลไทยกลับไม่มีแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับแนวโน้มธุรกิจในปัจจุบันที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น หลีกหนีการพึ่งพาต้นทุนและแรงงานถูกเป็นจุดดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการในการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบต่ออัตราภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีทั้งเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตและวัตถุดิบ การจัดหาแหล่งทุนและเงินกู้ราคาถูก และการขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดอเมริกา โดยปัจจุบัน ตลาดอเมริกามีสัดส่วนคิดเป็น 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทย รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายในการลดสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าอัตราภาษีที่ทรัมป์กำหนดให้ประเทศไทยที่ 19% เป็นอัตราเดียวกันกับหลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบในด้านการแข่งขันการส่งออกเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หากแต่ไทยจะต้องแลกด้วยข้อเสนอต่างๆ หลากหลายประการ ได้แก่ การยุติการยิงทันทีโดยไม่มีข้อแม้ระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยเปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์
อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถไว้วางใจได้เลยว่าประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 จะใช้เหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาเข้ามาแทรกแซงและจัดตั้งฐานทัพทหารในภูมิภาคนี้ เนื้องจากทั้งไทยและกัมพูชาถือเป็นตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Location) ในภูมิภาคและยังเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล

นอกจากนี้ จากการเจรจาของทีมประเทศไทยนำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศไทยยังให้ข้อเสนอในการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นกว่า 10,000 รายการ หรือประมาณ 90% ของรายการสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยไม่ได้ผลิตเอง หรือผลิตไม่พอ เช่น เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นสูง และอาหารเฉพาะทาง รวมถึงการลดมาตรการกีดกันทางเทคนิค (Non-tariff Barriers) ไม่ว่าจะเป็นการลดอุปสรรคด้านสุขอนามัย ศุลกากร และขั้นตอนการรับรองสินค้าสหรัฐ เช่น อนุญาตให้สินค้าผ่านด่านก่อนแล้วตรวจย้อนหลังเพื่อเร่งกระบวนการและลดภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออกสหรัฐฯ เป็นต้น
ไทยยังเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าลงทุนในอีอีซีและโครงสร้างพื้นฐาน และตกลงที่จะสั่งซื้อพลังงานและอากาศยานจากบริษัทสหรัฐฯ ภาครัฐ และเอกชนไทยรวมกันเตรียมสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากบริษัทสหรัฐฯ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยลดการเกินดุลของไทยต่อสหรัฐฯ ที่ต่อเนื่องมาหลายปี เรายังให้คำมั่นลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% ภายใน 5 ปี โดยไทยเสนอ roadmap เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันเกิดดุลกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี ให้เหลือ 30% ภายในปี 2573 โดยเพิ่มการนำเข้าและดึงการลงทุนกลับเข้าสู่สมดุล อีกทั้งไทยยังขยายโควตานำเข้าพืชเกษตรจากสหรัฐฯ ได้แก่ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และถั่วเหลือง เป็นต้น
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากกรณีที่สหรัฐฯประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% โดยมองว่าสินค้าที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงยางและผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงและมีการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก
เมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย 10 อันดับแรกในตลาดสหรัฐฯ พบว่า ไทยไม่ได้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาคมากนัก เนื่องจากอัตราภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ขณะที่ประเทศที่ได้เปรียบกว่าไทยคือ สิงคโปร์ซึ่งได้รับอัตราภาษีเพียง 10% รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่อยู่ในระดับ 15% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น แผงวงจรรวม เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องมืออุตสาหกรรมขึ้นสูง ในทางกลับกัน ไทยยังมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับหลายประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงกว่า เช่น เวียตนาม ไต้หวัน ศรีลังกา และบังลาเทศ ที่ถูกเรียกเก็บภาษี 20% อินเดียและบรูไนที่ 25% ลาวและเมียนมาร์ที่ 40% และจีนซึ่งเสียภาษีสูงมากในอัตราที่ 51%
จากการประเมินผลกระทบของภาษี 19% ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2568 คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่าราว 114,612 ล้านบาท หรือราว 0.62% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี สำหรับปี 2569 ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบเต็มปี คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยอาจลดลงสูงถึง 275,069 ล้านบาทและส่งผลให้จีดีพีหดตัวลงถึง 1.48% โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ไว้ที่ 1.5%-2.0% โดยมีค่ากลางที่ 1.7%
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี