เศรษฐกิจไทยภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” โจทย์และความท้าทายในแต่ละกระทรวง

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

18 กันยายน 2568

เศรษฐกิจไทยภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” โจทย์และความท้าทายในแต่ละกระทรวง

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

กระทรวงเศรษฐกิจภายใต้การนำของรัฐบาลใหม่ ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังถูกรายล้อมไปด้วยโจทย์และความท้าทายมากมาย ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

โดย ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้แนะนำถึงโจทย์และปัญหาหลักๆ เป็นรายกระทรวง อันได้แก่…

กระทรวงการคลัง

ปัญหาก็คือ ประเทศไทยในสายตา Credit Rating Agency ไม่ค่อยจะดีนัก เนื่องจากประเทศไทยมีหนี้สาธารณะเยอะและรัฐบาลยังประสบปัญหาในการหารายได้ใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะมาจากไหน คนที่ Credit Rating Agency เหล่านี้จะประเมิน Credit Rating ของประเทศ ก็คือจะดูว่าประเทศมีปัญญาใช้คืนหนี้หรือไม่ อย่างไร และถ้าเราไม่มีปัญญาใช้หนี้ พวกเขาก็จะเริ่มเป็นห่วงแล้วก็จะลด Credit Rating ของเราลง ปัญหาก็คือดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเวลาเราไปกู้เงิน และเครดิตบริษัทก็จะไม่ดีตามไปด้วย เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ หน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่ คือต้องเตรียมหาวิธีหารายได้และควบคุมวินัยการคลังให้ดี ควรใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจใช้ได้บ้างแต่ต้องไม่เกินตัว และคำนวณถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ไป

กระทรวงพาณิชย์

โจทย์คือการสร้างงานให้คนเดินหน้าต่อไปได้ การค้าขายปัจจุบัน ของไม่ได้แพง แต่รายได้คนน้อยลง โดยดูจากดัชนีเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา ที่จะมากระทบภาคเศรษฐกิจ ที่เจรจากันไปแล้วคือประเทศไทยได้อัตราภาษีที่ 19% ซึ่งถือว่าไม่ขี้เหร่หากแต่กระทรวงพาณิชย์ยังมีงานต้องทำต่อไป คือการที่จะต้องไปเจรจาต่อ ว่ายังมีรายการอะไรอีกหรือไม่ที่อเมริกาพร้อมจะลดหย่อนภาษีให้กับไทย การไปต่อรองเพิ่มเติม รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าสวมสิทธิ์ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ประเทศไทยจะได้มีทางหนีทีไล่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ และจีนที่มีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา ไม่ว่าจะเป็นตลาดยุโรป อาเซียน และอินเดีย เป็นต้น

นอกจากนี้ ค่าเงินก็มีผลต่อความสามารถในการส่งออกของประเทศ แต่ค่าเงินบาทที่แข็งก็ถือเป็นโอกาสในการนำเข้าสินค้าราคาถูกมาได้และยังทำให้ราคาสินค้าผู้บริโภคถูกลงได้อีกด้วย วิธีการแก้ปัญหาคือไม่ได้หมายความว่าทำให้ค่าเงินบาทอ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆ ปัจจัยที่ต้องถูกพิจารณาควบคู่กันไปด้วย หน้าที่อีกหนึ่งอย่างของกระทรวงพาณิชย์คือการพาผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าประเทศไทย เช่นเวียดนามและอินโดนีเซีย และส่งเงินกลับมาประเทศไทย โดยเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตเพียง 2% ในปีนี้ เป็นอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำที่สุดในอาเซียน ผู้ประกอบการไทยจึงควรพิจารณาการขยายการลงทุนไปยังตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพและโอกาสที่ดีกว่า

กระทรวงอุตสาหกรรม

ประเทศไทยยังมีฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบเก่าและขาดการพัฒนามาเป็นเวลานาน เราไม่ได้ประสบปัญหาขาดการลงทุนจากต่างประเทศ เห็นได้จากมีนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นพิเศษในปีนี้ โดยในครึ่งปีแรกมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เป็นจำนวนถึง 1 ล้านล้านบาท ปัญหาคือความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ นักลงทุนจากต่างประเทศใช้เครื่องจักรกล ใช้เอไอ ว่าจ้างคนลดลง และนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก การลงทุนดังกล่าวจึงไม่ค่อยมีผลกระทบกับเศรษฐกิจในเชิงบวกมากนัก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าจำนวนมากและเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยเดือดร้อน แต่มีสิ่งหนึ่งที่แก้ได้คือมีสินค้านำเข้าจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มาตรฐานและมาขายในราคาถูกเนื่องจากมาตรฐานไม่ถึงเกณฑ์ ทำให้สินค้าไทยได้รับผลกระทบ สิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมควรทำคือการตลุยตรวจโรงงานว่าโรงงานเหล่านั้นลงทุนและผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ หาพบว่าผิดกฎหมายก็จะต้องถอนใบอนุญาตโรงงาน ถ้าสินค้าไม่ได้มีตราสินค้าอุตสาหกรรม หรือ มอก. ก็สั่งห้ามขาย สินค้าไทยก็จะมีแรงแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น และยังจะเป็นผลดีกับผู้บริโภคอีกด้วย

ประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างมานาน รัฐบาลจึงต้องเริ่มแก้ปัญหาโครงสร้าง โดยคอขวดที่แก้ไม่ได้อยู่ที่การบริหารจัดการ การไม่ให้การเมืองเข้าไปแทรกแซง ทำเรื่องที่ไม่ควรทำ หรือซื้อของแพงเกินจริง เป็นต้น  เศรษฐกิจไทยยังพอมีพื้นฐานอยู่ และต้องการการบริหารจัดการแบบมีธรรมาภิบาล ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงข้อดีข้อเสีย ก่อนจะทำอะไรลงไป

กระทรวงแรงงาน

โจทย์ก็คือเวลาประเทศไทยได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำไมจึงไม่ค่อยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเพราะว่านักลงทุนต่างชาติไม่ค่อยจ้างงานคนไทย เนื่องจากแรงงานไทยมีทักษะที่ไม่ตรงกับลักษณะงานของเขา เราจึงต้องฝึกแรงงานไทยให้มีทักษะดีๆ การดึงดูดการลงทุนไม่ใช่แค่เอาบริษัทต่างประเทศเข้ามา แต่ประเทศไทยต้องเตรียมแรงงาน ซึ่งก็คือการสร้างกำลังคนโดยใช้กลไกของกระทรวงอุดมศึกษาและ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ในการฝึกคนให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ โดยชวนคนที่เขาจะมาจ้างงานมาช่วยฝึกด้วยโดยสนับสนุนเขาด้านค่าใช้จ่ายในการฝึกคนให้มีทักษะ หากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วเกิดการวิจัย พัฒนาต่อยอด ก็จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานที่ดึงดูดการลงทุนที่ดีมากกว่าในปัจจุบัน

กระทรวงศึกษาธิการ

โจทย์ก็คือจะต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ความท้าทายตอนนี้คือความสามารถในการทำงาน โลกเปลี่ยนเร็ว คนไทยจึงต้องมีความคล่องตัว มีความคิด วิพากษ์วิจารณ์ มีความสามารถในการสื่อสาร ซึ่งการเรียนแบบท่องจำแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องปรับหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานครั้งใหญ่ เรียนทฤษฎีท่องจำน้อยๆ ที่เหลือคือการฝึกคิดฝึกปฏิบัติ ทำกิจกรรม ทำโครงการ ให้คล้ายกับโลกแห่งการทำงาน จะทำให้ทำงานง่าย ปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ได้ง่ายขึ้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้เอกชนพัฒนานวัตกรรมผ่านการให้เงินอุดหนุน เพื่อให้เอกชนเอาเม็ดเงินเหล่านั้นไปจ้างสถาบันการศึกษามาช่วยด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการของตลาด

กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

แลรี่ เชา (Larry Chao) ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของ Chao Group Limited บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการและเปลี่ยนแปลงองค์กร ได้ให้ความคิดเห็นว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะไร้ทิศทางไร้แรงขับเคลื่อน หากไม่ดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ประเทศอาจเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะชะงักงันในระยะยาว เมื่อพูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โอกาสที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกก็คือ ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวจะเริ่มต้นในช่วงปลายปีนี้ เท่าที่จำได้ ประเทศไทยยังไม่มีแคมเปญบูรณาการเต็มรูปแบบตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกบดบังรัศมีและถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอื่นๆ

กระทรวงคมนาคม

ประการที่ 2 ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดถึงการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปรับปรุงการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งดูเหมือนว่าความพยายามในการบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดและปรับปรุงการขนส่งจะถูกละเลยไปมาเป็นเวลานาน การลงทุนในโครงการเช่นนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นการจ้างงานและอำนาจการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ความพยายามในระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สิ่งนี้จะเป็นจริงได้โดยเฉพาะในด้านการผลิตและเทคโนโลยี เช่น AI การวิจัยและพัฒนา และการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยให้แรงจูงใจทางภาษีและผลประโยชน์อื่นๆ

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี