เศรษฐกิจไทยจมปลัก! ติดกับดักจีดีพีโต 2% ขณะที่เวียดนามโตพรวด
ทีมออนไลน์
19 สิงหาคม 2568

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานว่า GDP ไทยไตรมาส 2 ของปี 2025 ขยายตัว 2.8% ชะลอตัวลง จากการเติบโต 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับระยะข้างหน้า สภาพัฒน์ยังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 2.0% (ค่ากลาง) จากประมาณการก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ 1.8% โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของจีดีพีไทยอาจเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนของรายจ่ายภาครัฐ กับการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและหมวดยานพาหนะ
จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าประเทศไทยยังติดกับดักจีดีพีประเทศที่โตเพียง 2% โดยเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 5 ปีต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักน่าจะเป็นการวนเวียนอยู่แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ที่ทำให้ภาคเศรษฐกิจไม่ได้รับการปฏิรูปและแก้ไขอย่างเป็นระบบ รัฐบาลขาดวิสัยทัศน์ในการวางแผนและกลยุทธในการพัฒนาประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังคงย่ำแย่และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ‘ต่ำที่สุด’ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

เวียดนามพุ่งทะยาน ไทยหล่นวูบ!
เปรียบเทียบกับเวียดนามที่ตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพีที่ 8% ในปีนี้ และการเติบโตของจีดีพีไม่ต่ำกว่า 10% ในปีถัดๆ ไป โดยประกาศแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่มีมูลค่ามากถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยการใช้เงินลงทุนดังกล่าวจะกระทำผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย 250 โครงการทั่วประเทศ เป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะยาวของเวียดนามคือการเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชียและเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588
ไทยติดกับดักจีดีพีโต 2% ต่อเนื่อง 5 ปี
สำหรับประเทศไทย เราติดกับดักจีดีพีโตต่ำโดยเฉลี่ยที่ 2% หลังจากปี 2563 ที่ไทยมีจีดีพีติดลบที่ 6.2% จากวิกฤตไวรัสโควิดและการล็อคดาวน์ประเทศ โดยในปี 2564 จีดีพีของไทยมีมูลค่า 16.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% ปี 2565 มีมูลค่า 17.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% ปี 2566 มูลค่า 17.92 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% และปี 2567 มีมูลค่า 18.51 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%
ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ได้รับการแก้ไข
จากข้อมูลดังกล่าว เห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนในอัตราที่สูง ทำให้ธนาคารและสถาบันทางการเงินจำกัดการปล่อยกู้ กำลังซื้อของภาคประชาชนลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคเอกชนก็ชะลอการลงทุนและลดต้นทุนการผลิตและแรงงาน รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิต อย่างเป็นรูปธรรม ให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

จีดีพีไทยรั้งท้ายสุดในอาเซียน
การเติบโตของจีดีพีไทยที่ชะลอตัวนับว่ารั้งท้ายสุดในอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีการเติบโตของจีดีพีดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม โดยอินโดนีเซียรายงานการขยายตัว GDP ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.1% เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นการขยายตัวดีกว่าประมาณการ ที่คาดว่าจะเศรษฐกิจจะเติบโตชะลอลงเหลือเพียง 4.80% ขณะที่การเติบโตของ GDP ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ของมาเลเซียอยู่ที่ 4.4% ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับ 4.4% ในไตรมาสแรก ส่วนสิงคโปร์และเวียดนามมีการเติบโต 4.4 และ 8.0% ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.1% และ 7.0% ในไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่เติบโต 5.5% ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.4% ในไตรมาสก่อนหน้า
บริษัทอสังหาฯ รายได้และกำไรหล่นวูบ
การหดตัวลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยที่อาจนำไปสู่สภาวะเงินฝืดในประเทศไทย โดยผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ธนาคารปฏิเสธการปล่อยเงินกู้เพราะกังวลหนี้ครัวเรือนที่สูง โดยข้อมูลจากการรวบรวมของบริษัท แอลดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล พี เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พบว่า รายได้และกำไรครึ่งแรกของปี 2568 ของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 15.21% และ 37.17% ตามลำดับ
โดยรายได้รวมของ 40 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครึ่งแรกของปี 2568 มีมูลค่ารวม 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21% เมื่อเทียบกับรายได้รวมของ 40 บริษัทที่ 154,767.52 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิรวมของ 40 บริษัท (คำนวณโดยมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 22 บริษัทและมีบริษัทที่ขาดทุน 18 บริษัท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17% จากกำไรรวมของ 40 บริษัท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ที่อยู่ที่ 13,322.01 ล้านบาท (มีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 26 บริษัท และขาดทุนสุทธิที่ 14 บริษัท)
ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี