กาสิโน VS ศูนย์สุขภาพ (Wellness Center) ประเทศไทยควรไปในทิศทางใด?

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

14 พฤษภาคม 2568

กาสิโน VS ศูนย์สุขภาพ (Wellness Center) ประเทศไทยควรไปในทิศทางใด?

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ที่มีต้นทุนชีวิตที่ดี เช่นคนที่เกิดมาในตระกูลที่มีเงิน มีพ่อแม่คอยสนับสนุนทุกเรื่อง สามารถเลือกเรียนในโรงเรียนที่ดี มีชื่อเสียง มีมาตรฐานการเรียนที่สูง มีโอกาสได้เรียนต่างประเทศ เลือกคบเพื่อนที่มีต้นทุนในระดับเดียวกัน ถือว่าเป็นผู้มีโชคดีและมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการเรียนและหน้าที่การงานในอนาคต ในขณะที่บุคคลที่มีต้นทุนต่ำหรือจะต้องเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ไม่มีโอกาสเลือก หากแต่จะต้องดิ้นรนใช้ชีวิตด้วยความมานะพยายามมากกว่าผู้มีต้นทุนชีวิตที่สูงกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า

เมื่อนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้กับกาสิโน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในโครงการ Entertainment Complex ที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังผลักดัน จะพบว่าประเทศไทยไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านกาสิโนเลย เหมือนประเทศจะเริ่มจากศูนย์ในการเปิดกาสิโนในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมด้านบุคลากร  การวิเคราะห์และประเมินข้อดีข้อเสีย การออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมธุรกิจสีเทานี้ไม่ให้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมไทยโดยรวม รวมถึงการป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งฟอกเงินหรืออาชญากรรมอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังถูกรายล้อมด้วยประเทศคู่แข่งที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน เมียนมาร์ ที่มีแหล่งกาสิโนอยู่ก่อนแล้ว ประเทศไทยจึงไม่น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางเดียวของนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาเพื่อมาเล่นกาสิโนในภูมิภาคนี้ หลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์และญี่ปุ่นใช้เวลาถึง 10-15 ปีในการศึกษาและกำหนดกติกาต่างๆ ในการเปิดกาสิโนในประเทศของตนเอง แต่รัฐบาลไทยดูเหมือนจะเร่งรีบจนผิดสังเกตในการเปิดกาสิโนซึ่งไม่ใช่แค่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่บนพื้นที่ดินท่าเรือคลองเตยของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่จะกระจายไปยังหลายๆ ภูมิภาคทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต

ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยมีต้นทุนด้านศูนย์สุขภาพหรือ Wellness Center ที่ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะองค์ประกอบสำคัญๆ ที่สามารถหลอมหลวมกันเป็นศูนย์สุขภาพลำดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นศูนย์การแพทย์ (Medical Hub) สมุนไพรไทย (Thai Herbs) นวดแผนไทย (Thai Massage) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Nursing Home) ศูนย์เกษียณอายุ (Retirement Center) และอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Food)

ประเด็นแรก ประเทศไทยมีศาสตร์ทางการแพทย์ที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในทางเศรษฐศาสตร์ โดยแพทย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผ่าตัดหัวใจ รักษามะเร็ง และแพทย์ศัลกรรมความงาม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก ประเทศไทยมีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่มีความพร้อม มีบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำสมัย มีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายๆ แห่งที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความเชี่ยวชาญด้านศูนย์มะเร็งและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

ในขณะที่ศาสตร์เกี่ยวกับการนวดแผนไทยและสมุนไพรไทยก็โด่งดังและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ประเทศไทยยังมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และศูนย์เกษียณอายุ ระดับต้นๆ บุคลากรมีใจรักการบริการ เราจึงน่าจะอาศัยสิ่งที่เรามีพื้นฐานและทำได้ดีอยู่แล้วในการส่งเสริมอย่างจริงจังและวางตำแหน่งทางการตลาดของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Wellness ไม่ใช่เฉพาะแค่เอเชีย แต่เป็น Center ของโลก

โรงพยาบาลหลายๆ โรงพยาบาลในประเทศไทยก็มีมาตรฐานการรักษาในระดับโลก รองรับผู้ป่วยและลูกค้าจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในอาเซียนด้วยกัน แต่ชื่อเสียงของโรงพยาบาลในประเทศไทย ดังขจรขจายไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกื้อหนุนให้ประเทศไทยถูกมองเป็นศูนย์การแพทย์หรือ Medical Hub ที่โดดเด่นของโลก ดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากคนไข้ที่ต้องการเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ในประเทศไทย

ข้อมูลจาก EXIM Thailand พบว่า มูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism โลก มีมูลค่า 104.7 พันล้าน USD ในปี 2562 และเติบโต 12.8% ต่อปี โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 120.2 พันล้าน USD ในปี 2566 โดยตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 273.7 พันล้าน USD ในปี 2570 ที่น่าสนใจและเป็นโอกาสของประเทศไทยก็คือ นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 5 เท่า

ดัชนีความมั่นคงทางสุขภาพโลก (Global Health Security Index หรือ GHS) ประจำปี 2521 ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์ความมั่นคงทางสุขภาพประจำมหาวิทยาลัย Johns Hopkins สหรัฐอเมริกา องค์กร Nuclear Threat Initiative และศูนย์ Economist Impact ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยได้คะแนนทั้งสิ้น 68.2 คะแนน รองจากสหรัฐอเมริกา (75.9 คะแนน) ออสเตรเลีย (71.1 คะแนน) ฟินแลนด์ (70.9 คะแนน) และแคนาดา (69.8 คะแนน) โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากความพร้อมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข การป้องกันโรค การตรวจ/รายงานโรค การตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และสภาพแวดล้อม เช่นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยดัชนีความมั่นคงทางสุขภาพโลกได้ทำการประเมินความมั่นคงทางสุขภาพและศักยภาพของประเทศทั้งหมดจำนวน 195 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มประเทศที่มีประชากร 50-100 ล้านคน และกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อีกด้วย ดัชนีดังกล่าวได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยในการเป็น Medical Hub ของโลกด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ ทั่วโลก

นอกจากประเด็นต่างๆ ข้างต้นแล้ว ประเทศไทยยังมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมอาหาร และสามารถพัฒนาอาหารสุขภาพหรืออาหารสะอาด (Clean Food) เพื่อตอบโจทย์การเป็นศูนย์สุขภาพของโลก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มการบริโภคอาหารในปัจจุบันที่ผู้บริโภคยุคใหม่มักให้ความสำคัญกับอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แค่ทำให้อิ่มท้อง แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Future Food) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังมีระบวนการผลิตขึ้นมาอย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาอาหารด้วยโภชนาการเฉพาะบุคคล (Precision Health) ให้เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการศูนย์สุขภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และวางแผนการบริโภคอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก การปรับปรุงสุขภาพ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการปรับอาหารให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ และความต้องการด้านสุขภาพที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถอนุรักษ์และรักษาความภาคภูมิใจในมรดกทางอาหารของตนเอง ทั้งสูตรอาหารโบราณ รสชาติท้องถิ่น หรือวัตถุดิบดั้งเดิมเป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีอาหารที่หลากหลาย แตกต่างกันไปแต่ภูมิภาค มีประวัติศาสตร์ในการทำอาหารอันยาวนานและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผัดไทย ส้มตำ หรือต้มยำกุ้ง ประเทศไทยยังส่งออกอาหารมีมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ในปี 2567 ด้วยอัตราการโตถึง 7.3% อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องยังมีการว่าจ้างแรงงานเป็นจำนวนมาก

ศูนย์สุขภาพหรือ Wellness Center จึงน่าจะเป็นทางออกของประเทศไทย ที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้องวางนโยบายแห่งชาติ (National Policy) ให้กับอุตสาหกรรมกลยุทธ์ (Strategic Industry) ของประเทศที่เรามีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง แทนที่จะทุ่มงบประมาณจากภาษีของประชาชนไปยังโครงการกาสิโนและ Entertainment Complex ที่ประเทศไทยต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ขาดการศึกษาและประเมินข้อดีข้อเสีย และยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าจะสำเร็จและดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศเหมือนที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้หรือไม่…

 ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี