ถึงเวลาแล้ว! รัฐบาลต้องเด็ดขาด ลดละเลิกช่วยเหลือกัมพูชาทุกรูปแบบ

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

13 สิงหาคม 2568

ถึงเวลาแล้ว! รัฐบาลต้องเด็ดขาด ลดละเลิกช่วยเหลือกัมพูชาทุกรูปแบบ

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

รัฐบาลไทยควรทำทุกวิถีทางในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการทางการทูต การสื่อสารระหว่างประเทศเชิงรุกผ่านสำนักข่าวและแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกรูปแบบ และภารกิจทางการทหาร (ที่ควรเป็นความรับผิดชอบของกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ) ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ

โดยไทยควรระงับการให้เงินและการช่วยเหลืออื่นๆ ทุกรูปแบบแก่ประเทศกัมพูชาเป็นการถาวร การปิดด่านชายแดน การส่งถ่ายก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ตัดไฟและอินเทอร์เน็ตอย่างถาวร จำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวไปยังประเทศกัมพูชาในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นด่านชายแดนหรือช่องทางธรรมชาติอื่นๆ  การเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย มาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้หากได้ทำอย่างเป็นรูปธรรมแล้วจะเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลกัมพูชาได้ไม่มากก็น้อย

1. การจำกัดผู้คนเข้าออก รวมไปถึงนักท่องเที่ยวและนักพนัน ไปยังประเทศกัมพูชาถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงและทุบหม้อข้าวของรัฐบาลกัมพูชาโดยตรงและเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม แทนที่รัฐบาลไทยจะเสียเวลาในการประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชาที่ไร้มนุษยธรรมและความจริงใจและรับผิดชอบ และละเมิดข้อตกลงต่างๆ อยู่อย่างตลอดเวลา

รัฐบาลกัมพูชามีรายได้จากคาสิโน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ สูงถึง 6.2 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 60% ของจีดีพี โดยในปี 2567 ประเทศกัมพูชามีคาสิโนที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 195 แห่ง โดยกาสิโนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน เช่น บาเว็ตและปอยเปต เพื่อรองรับนักพนันต่างชาติ โดยเฉพาะนักพนันชาวไทย รายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้สูงกว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นอุตสาหกรรมหลักดั้งเดิมของกัมพูชา ที่มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 30% ของจีดีพี นอกจากนี้ รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชามีผู้เกี่ยวข้องมากถึง 150,000 คน และเติบโตอย่างรวดเร็วจากการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกให้เข้ามาทำงานในธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีการฟอกเงินผ่านอุตสาหกรรมการพนันและกาสิโนในประเทศ โดยเงินผิดกฎหมายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นเงินสะอาดและไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนมีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้

2. การระงับการช่วยเหลือกัมพูชาทุกรูปแบบและเป็นการถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนเงินกู้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ รัฐบาลไทยเคยให้การช่วยเหลือประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่องผ่านการให้เงินกู้ยืมและสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 รัฐบาลกัมพูชา โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง ได้ลงนามกู้เงินจากประเทศไทยกว่า 1.4 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างถนนหมายเลข 68 จากจุดผ่านแดนช่องจอมไปยังจังหวัดอุดรมีชัย รวมระยะทางกว่า 113 กิโลเมตร หลังจากนั้นไม่นาน ความตึงเครียดเรื่องปราสาทพระวิหารปะทุขึ้นจนกลายเป็นเหตุปะทะชายแดน กัมพูชาจึงเพิกถอนข้อตกลงเงินกู้โดยอ้างว่ามีเงินเพียงพอแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยให้ความช่วยเหลือในการสร้างถนนหมายเลข 48 และ 67 มาแล้ว

นอกจากนี้ ในปี 2562-2563 ประเทศไทยยังคงให้ความช่วยเหลืออีกครั้ง ด้วยการปล่อยเงินกู้กว่า 983 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงระหว่างเมืองเสียมราฐ-อลงเวง-โจนสังกาม โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า วัสดุและอุปกรณ์อย่างน้อย 50% ต้องนำเข้าจากประเทศไทยและผู้รับเหมา วิศวกร รวมถึงที่ปรึกษาโครงการต้องเป็นคนไทย

สำหรับหนี้ที่กัมพูชาต้องชำระคืนประเทศไทย ปี 2567 ชำระเงินต้น 5.21 ล้านดอลลาร์ + ดอกเบี้ย 900,000 ดอลลาร์ ปี 2568 ชำระเพิ่มอีก 1.72 ล้านดอลลาร์ + ดอกเบี้ย 330,000 ดอลลาร์ อีกทั้งกัมพูชายังมีการชำระหนี้ให้เวียดนามอีก 2.08 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชามีการกู้เงินจากประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเช่นกัน

จากข้อมูลล่าสุดไตรมาสแรกปี 2568 โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา พบว่าหนี้สาธารณะรวมของกัมพูชาพุ่งสูงกว่า 12.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกว่า 99.96% เป็นหนี้ต่างประเทศ โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ของกัมพูชาในปี 2568 ได้แก่ จีน ที่ 3.981 พันล้านดอลลาร์ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ที่ 2.581 พันล้านดอลลาร์ ธนาคารโลกที่ 1.720 พันล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่นที่ 1.328 พันล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ ที่ 689 ล้านดอลลาร์ IFAD ที่ 170 ล้านดอลลาร์ AIIB ที่ 53.9 ล้านดอลลาร์ ประเทศไทย ที่ 53.15 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.724 พันล้านบาท เยอรมนี ที่ 15 ล้านดอลลาร์ เวียตนาม ที่ 7.29 ล้านดอลลาร์ และอินเดีย ที่ 6.38 ล้านดอลลาร์

3. การจำกัดแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่ผิดกฎหมาย และเข้ามาเบียดเบียนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในประเทศไทย และส่งเงินกลับประเทศกัมพูชาโดยไม่ได้เสียภาษีใดๆ ให้กับไทยเลย แต่เป็นคนไทยที่ต้องเสียภาษีและแบกรับภาระดังกล่าว

โดยจำนวนแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ณ เดือนพฤษภาคม 2568 มีจำนวน 512,184 คน จากจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งสิ้นมากกว่า 3 ล้านคน อันได้แก่แรงงานเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา โดยแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาส่วนใหญ่มากกว่า 40,000 คนทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง นอกนั้นกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กิจการต่อเนื่องทางการเกษตรทชมากกว่า 27,000 คน เกษตรและปศุสัตว์มากกว่า 10,000 คน บริการทั่วไปมากกว่า 11,000 คน และอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มอีกประมาณ 9,500 คน

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางรัฐบาลกัมพูชาได้มีคำสั่งให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยกลับประเทศหากไม่กลับจะทำการยึดที่ดินและถอนสัญชาติ ทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคนจำใจต้องกลับประเทศ รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการจำกัดจำนวนแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ผลกระทบจากการขาดแรงงานกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถถูกทดแทนได้ด้วยแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่นๆ อย่างเช่นแรงงานเมียนมาร์ที่มีทักษะด้านการก่อสร้างใกล้เคียงกัน

4. การจำกัดการค้าชายแดนผ่านการปิดด่านถาวร โดยรัฐบาลไทยจะต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือประชาชนชาวไทย ได้แก่ พ่อค้าแม้ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการต่างๆ ที่ทำธุรกิจตามแนวชายแดนกัมพูชาและได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินสนับสนุนหรือการหาผู้บริโภคและตลาดใหม่เป็นการทดแทน

สำหรับประเทศไทยแล้ว กระทรวงพาณิชย์ ได้ลดเป้าการค้าชายแดนกัมพูชาลง 1% ในปี 2568 เทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาและกระแสการแบนสินค้าไทย จากเป้าหมายที่คาดว่าจะขยายตัว 3% หรือขยายตัว 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์ณการค้าระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่า 28,723 ล้านบาท ลดลง 9.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปกัมพูชามูลค่า 25,595 ล้านบาท ติดลบ 11.2% สินค้าส่งออกสำคัญที่ลดลง ได้แก่ น้ำมันดีเซล ติดลบ 7.4% และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ ติดลบ 33.3% จากการที่กัมพูชาประกาศงดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทย ส่วนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่า 10,908 ล้านบาท ติดลบ 23.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปกัมพูชามูลค่า 8,961 ล้านบาท ติดลบ 23.8% สินค้าส่งออกสำคัญที่ลดลง ได้แก่ เครื่องดื่มอื่นๆ เช่น นมยูเอชที นมถั่วเหลือง ติดลบ 23.6% น้ำแร่น้ำอัดลมที่ปรุงรส เช่น เครื่องดื่มชู กำลัง น้ำอัดลม ติดลบ 24.5% ครีมเทียม ติดลบ 17.9% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ เช่น กาแฟที่ผสมได้ทันที ติดลบ 25.6% ซึ่งได้รับผลกระทบจากการประกาศมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนที่เข้มข้นช่วงเดือนมิถุนายน

สำหรับภาพรวมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมูลค่าผ่านแดนกัมพูชาไปประเทศอื่น เช่น เวียดนาม จีนตอนใต้ ช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2568 มูลค่าการค้ารวมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีมูลค่า 95,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.60% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 เป็นไทยส่งออก 72,447 ล้านบาท เพิ่ม 3.33% และไทยนำเข้า 22,699 ล้านบาท เพิ่ม 13.52% รวมไทยได้ดุลการค้า 49,748 ล้านบาท

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี