อีจันทริป 2 วัน 1 คืน ชัยนาท – สิงห์บุรี จังหวัดที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน!!!

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

3 กันยายน 2567

อีจันทริป 2 วัน 1 คืน ชัยนาท – สิงห์บุรี จังหวัดที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน!!!

ชัยนาท สิงห์บุรี ใครว่าเป็นแค่จังหวัดทางผ่าน ถ้าคิดแบบนั้น… คุณคิดผิดค่ะ!
จังหวัดที่ผ่านมาแล้ว ไม่อยากให้ผ่านไปเฉยๆ อีจันพาออกไปเที่ยว ให้ความสุขโอบกอดเรา ไม่ใกล้ไม่ไกล แค่ชัยนาท – สิงห์บุรี เอง ^^

ทริปนี้เราไปกันแบบชิลล์ๆ ปล่อยใจจอยๆ เลยค่ะ 2 วัน 1 คืน

เริ่มกันที่ Day 1 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ปลายทาง จ.ชัยนาท
ถึงชัยนาทที่แรกที่เราต้องไปก่อนเลย คือ วัดโฆษิตาราม หรือวัดบ้านแค ที่ อ.สรรคบุรี ค่ะ ที่วัดนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสรีระสังขารของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคกลาง ผู้เรืองวิทยาคม ซึ่งก็มีลูกศิษย์ที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อกวยจำนวนมาก จนมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อกวยให้เช่าบูชาเยอะมากๆ ด้วย ซึ่งก็มีความเชื่อว่าพุทธคุณนั้นสูง ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย และยังมีเรื่องเมตตามหานิยมอีกด้วยค่ะ
พวกเราเลยไม่พลาดที่จะมากราบสักการะสรีระสังขารของหลวงพ่อกวย เพื่อขอพรและเพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นเอง

จากนั้นไปกันต่อ ที่ วัดพระแก้ว อยู่ อ.สรรคบุรี เหมือนกันค่ะ ไม่ไกลจากวัดหลวงพ่อกวยมาก ซึ่งวัดพระแก้วที่ จ.ชัยนาท เป็นวัดเก่าแก่ที่มี “ราชินีแห่งเจดีย์ในเอเชียอาคเนย์” อยู่ที่วัด และที่ได้ชื่อแบบนี้ก็เพราะว่าเจดีย์ที่ค้นพบนั้นเป็นเจดีย์แบบละโว้ทรงสูงผสมกับศิลปะทวารวดี

และในวิหารยังมี หลวงพ่อฉาย พระพุทธรูปเก่าแก่ที่ชาวบ้านพากันพบเจอพร้อมกับสิ่งของโบราณต่างๆ ซึ่งในตอนนั้นองค์หลวงพ่อฉายชำรุด ชาวบ้านจึงช่วยกันบูรณะ และได้นำทับหลังหินทรายแกะสลัก มาติดไว้บริเวณด้านหลังองค์พระ ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะมีการขนย้ายมาจากปราสาทแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชาค่ะ

ไหว้พระกันเสร็จแล้ว ก็ไปพักกินมื้อเที่ยงกันค่ะ ที่ เนรมิต คาเฟ่ แอนด์ แกลมปิ้งคาเฟ่
ที่นี่ใหญ่โตมากกกกกก เขาตกแต่งร้านมีหลากหลายมุมเลยค่ะ เราเลือกนั่งที่ศาลาริมทุ่งนา วิวทุ่งนามันฟินสุดๆ กินข้าวไป สูดอากาศไอดินกลิ่นไอข้าวไปด้วย ฝนปรอยนิดๆ ฮีลลิ่งหัวใจที่อยากมาพักผ่อนได้เต็มร้อยมาก

อิ่มท้องกันแล้ว ออกเดินทางต่อได้ มุ่งหน้า โรงพักเก่าสรรพยา หรืออีกชื่อคือโรงพักเก่า รศ.120 อาคารเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีอายุนับร้อยปี เป็นอาคารโบราณที่ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ซึ่งที่อยู่ติดริมเขื่อนเลยค่ะ วิวดีมาก ที่กำแพงริมเขื่อนก็มีสตรีทอาร์ตของคนในชุมชนวาดลวดลายสวยงาม แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตชาว อ.สรรพยา ด้วย

แป๊บๆ ก็เกือบจะหมดวันแล้วค่ะ คืนนี้เราพักกันที่ คลาสสิคคาร์ คาราวาน เป็นที่พักสไตล์รถบ้าน บรยากาศดี๊ดี แถมยังมีลานกางเต็นท์วิวทุ่งนาด้วย แล้วก็มีห้องพัก เรียกได้ว่าชอบแบบไหนเลือกนอนแบบนั้นได้เลย

Day 2 มุ่งหน้า สิงห์บุรี
ออกจากชัยนาทแค่ครึ่งชั่วโมง ก็เข้าสู่จังหวัดสิงห์บุรีแล้วค่ะ
เราเริ่มกันที่ไหว้พระกันก่อนเลย ที่วัดประโชติการาม อ.เมือง ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางยืนห้ามญาติองค์ใหญ่ 2 องค์ซ้อนกัน คือ หลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสิน ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมากค่ะ ยังมีเรื่องเล่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทั้งสองด้วยว่าขออะไรได้อย่างนั้น แล้วเขาก็มีวิธีขอพรด้วยนะคะ คือให้เราอาราธนาศีลที่หลวงพ่อสินก่อน จากนั้นก็ไปไหว้ขอพรที่หลวงพ่อทรัพย์ ซึ่งเราก็ทำตามวิธีเลยค่ะ หลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสิน แม้จะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แต่ก็ดูมีมนต์ขลังระยิบระยับอย่างบอกไม่ถูก องค์ท่านสวยงามมากๆ ค่ะ

ไหว้พระเสร็จแล้ว ไปกันต่อที่ มิวเซียมสิงห์บุรี
ที่นี่บูรณะอาคารเก่าแก่ ร.ศ.130 ให้เป็นมิวเซียมที่เล่าเรื่องราวของจังหวัดสิงห์บุรีเอาไว้ค่ะ จะบอกว่ามันเจ๋งมากเลยทุกคน เข้าชมฟรี แอร์เย็นฉ่ำ แล้วก็มีการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจมากๆ เราเดินชมด้านในกันนานเลยค่ะ มีกิจกรรมให้เล่นด้วย ทั้งจำลองยิงปืนใหญ่ จำลองแผนผังจังหวัด แล้วก็เลือกจำลองทิศทางน้ำไหลของแม่น้ำเจ้าพระยา

เดินดูด้านในเสร็จแล้ว เราก็ออกมายืมจักรยานด้านนอกต่อ ที่นี่ยืมฟรีนะคะ แค่แลกบัตรประชาชนไว้ แล้วก็กรอกข้อมูลว่ายืมกี่คัน ปั่นดูสตรีทอาร์ตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวถึง 6 กม. เป็นสตรีทอาร์ตที่วาดจากคนในชุมชน แล้วแต่ละรูปแต่ละลายสวยมากๆ สีสันสดใส ทำให้พื้นที่มีชีวิตชีวาสุดๆ

ไหนๆ ก็ออกแรงด้วยกิจกรรมปั่นจักรยานมาแล้ว เราไปออกแรงกันต่อเลย ที่ บ้านข้าวหอม ฟาร์มสเตย์ ที่นี่เป็นฟาร์มอนุรักษ์ค่ะ มีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะมากมายเลย ทั้งดำนา จับปลา สีข้าว ขี่ ATV ตะลุยทุ่งนา แล้วก็ยังมีที่พักรองรับสำหรับหมู่คณะและครอบครัวด้วย
แต่ถึงเราไม่ได้มาพัก ก็เข้ามาทำกิจกรรมได้นะคะ อย่างเรามาทำกิจกรรม จับปลาช่อน อาบน้ำควาย ยกยอจับปลาแบบโบราณ แล้วก็ขี่ ATV กลางทุ่งนา บอกเลยว่าสนุกสุดเหวี่ยง
แล้วเราก็ฝากท้องมื้อเที่ยงกันที่นี่เลย ซึ่งแม่สายพิน เจ้าของบ้านข้าวหอม ฟาร์มสเตย์ ก็ใจดีมากๆ จัดเซ็ทอาหารให้เราแบบจัดเต็ม ทั้งเช็ทอาหารเช้าข้าวต้ม เซ็ทอาหารเที่ยงปลาทู ไข่เจียวชะอม น้ำพริกกะปิ ต้มแซ่บกระดูกอ่อน และทอดมัน ทุกเมนู อร่อยมากกกกก ซิกเนเอจร์เลยอีกอันก็คือ ลอดช่องใบเตย ที่ทำเอง นุ่มหนึบ หอมใบเตย กินแล้วสดชื่นคลายร้อนได้ดีมากๆ แถมตักเอง เติมเอง กี่รอบก็ได้

ออกจากบ้านข้าวหอม ฟาร์มสเตย์ ก่อนกลับเข้ากรุง เราแวะเดินเที่ยวกันที่ ตลาดบ้านระจัน ที่วัดโพธิ์เก้าต้นค่ะ ที่นี่เป็นตลาดที่ชาวบ้านช่วยกันตั้งขึ้นมาแล้วก็นำอาหาร ของกินพื้นบ้าน พืชผักต่างๆ มาขายในราคาย่อมเยาสุดๆ แถมของกินก็มีแต่ของอร่อยๆ
อ้อ! อีกหนึ่งความน่ารักของที่นี่ พ่อค้าแม่ค้าเขาจะแต่งชุดไทยย้อนยุค แล้วก็พูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยคำย้อนยุคค่ะ อย่างเช่น ผู้ชายจะลงท้ายด้วย “ขอรับ” ผู้หญิงจะลงท้ายด้วย “เจ้าค่ะ”

นอกจากเดินตลาดแล้ว ที่นี่ยังมีการแสดงละครย้อนยุคด้วยนะคะ มี 2 เวลา ช่วงเช้า 11.00 น. ช่วงบ่าย 15.30 น. ซึ่งเรามาทันเวลา 15.30 น. พอดี ก็เลยได้นั่งดูละครของชาวบ้านที่เขารวมตัวกันแสดงกันเอง เรียกได้ว่าสมจริง เจ็บจริง เลือด(ปลอม)สาดจริง เนื้อเรื่องก็จะเล่าถึงสมัยที่มีศึกสงคราม จนชาวบ้านบางระจันต้องตั้งค่าย แล้วรวมตัวมาสู้รับกันเอง ถึงแม้จะพ่ายศึก แต่เรื่องราวของที่นี่ก็เป็นเกียรติประวัติที่น่ายกย่องของวีรชนคนกล้าบ้านบางระจัน

ก่อนจะกลับ เราก็อุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าสักหน่อย แต่… ซื้อแล้วก็ยังจะแถม พ่อค้าแม่ค้าใจดีมากๆ ค่ะ ปฏิเสธไม่ลงเพราะตกม้าตายกับคำว่า “เป็นน้ำใจจากเราชาวบ้านระจันจ้ะ” โอ้โห แสนดีขนากนี้ สัญญาเลย อีจันจะกลับมาอีกแน่นอนนนนนน

จบทริป 2 วัน 1 คืน เที่ยวไม่ใกล้ไม่ไกล ไปแค่ ชัยนาท – สิงห์บุรี
พักผ่อนเต็มที่ ไหว้พระขอพรกันจนสุขใจ เต็มอิ่มสุดๆ ไปเลย ^^ ใครอยากมาตามรอยพวกเรา ก็มากันได้นะคะ จังหวัดที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน มาแล้วอย่าผ่านไปเลย แวะเที่ยวกันหน่อยนะ