ภัยเงียบที่ต้องระวัง! “หมอเจด” โพสต์เตือน“หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ” อาจถึงตาย

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

25 มีนาคม 2568

ภัยเงียบที่ต้องระวัง! “หมอเจด” โพสต์เตือน“หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ” อาจถึงตาย

“หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ” ปล่อยเอาไว้อาจถึงตาย! 

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 68 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความเตือนผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ในหัวข้อ การมีหินปูนไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ นั้นอันตรายถึงชีวิต สาเหตุมาจากการกินอาหารเป็นหลัก โดยระบุข้อความว่า… 

“หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ” ปล่อยไว้เสี่ยงหัวใจวาย อันตรายถึงตุย! 

ถ้าพูดถึง “หินปูน” หลายคนอาจคิดถึงคราบที่เกาะอยู่ตามฟัน แต่รู้มั้ยว่าหินปูนสามารถไปสะสมในหลอดเลือดหัวใจได้ด้วยนะครับ และถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ ว่าหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Calcification, CAC) มันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และเราจะป้องกันได้อย่างไร 

1. หินปูนเกาะหลอดเลือดคืออะไร? 

ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ ก็คือการที่มีแคลเซียมไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดหัวใจของเรา โดยเฉพาะตรงที่มีไขมันและคราบพลัค (plaque) อยู่แล้ว ซึ่งคราบพลัคพวกนี้ก็มักจะเกิดจากไขมัน LDL (ไขมันไม่ดี), การอักเสบ และสารอื่น ๆ ที่ไปสะสมกัน พอแคลเซียมเข้ามาเกาะ คราบพลัคก็จะแข็งตัวขึ้นและทำให้หลอดเลือดแคบลง เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง ทีนี้ก็เสี่ยงที่จะเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ร้ายแรงสุดก็คือ หัวใจวายเฉียบพลันได้ 

2. มันเกิดขึ้นได้ยังไง ใครเสี่ยงบ้าง? 

หินปูนเกาะหลอดเลือด ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนชราเท่านั้น แต่เริ่มเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 30-40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะคนที่มี พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ 

กินอาหารไขมันสูง ของทอด ของมัน ของหวาน น้ำตาลสูง พวกนี้ทำให้ไขมันสะสมในหลอดเลือดได้เร็วขึ้น 

-การสูบบุหรี่  นิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดอักเสบ เสี่ยงเกิดคราบพลัคง่ายขึ้น 

ความดันโลหิตสูง ความดันที่สูงตลอดเวลาทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหายและเกิดคราบหินปูนได้เร็ว 

-การเป็นเบาหวาน  น้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันนานๆ ทำให้หลอดเลือดแข็งและอักเสบ         -พันธุกรรม ถ้าที่บ้านมีประวัติโรคหัวใจหรือหลอดเลือด แสดงว่าคุณก็มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น        ขาดการออกกำลังกาย  การไม่ค่อยขยับตัวทำให้ไขมันไม่ถูกเผาผลาญ และ สะสมในร่างกายง่ายขึ้น 

กินแคลเซียมไม่ถูกวิธี ถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียมมากเกินไป โดยเฉพาะจากอาหารเสริมแคลเซียม โดยไม่มีวิตามิน K2 หรือแมกนีเซียมช่วยควบคุม แคลเซียมอาจไปสะสมที่หลอดเลือดแทนที่จะไปเสริมกระดูก 

ซึ่งถ้ามีหลายข้อในนี้ ต้องเริ่มดูแลตัวเองแล้วนะ 

3. อาการเป็นยังไง เช็กตัวเองด่วน! 

หลายคนเข้าใจว่า ถ้าหลอดเลือดหัวใจเริ่มมีหินปูนเกาะ จะต้องรู้สึกเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายทันที แต่จริง ๆ แล้ว มันเป็นภัยเงียบ เพราะอาจไม่มีอาการอะไรเลย จนกว่าหลอดเลือดจะตีบมาก ๆ หรืออุดตันไปแล้ว แต่ถ้าเริ่มมีอาการพวกนี้ รีบไปหาหมอด่วน 

-เจ็บหน้าอกแน่น ๆ  โดยเฉพาะตอนออกกำลังกาย หรือ เครียดจัด 

– เหนื่อยง่ายผิดปกติ  ทำอะไรนิดหน่อยก็หอบ ไม่เหมือนเมื่อก่อน 

-เวียนหัว หน้ามืด  เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ 

– ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ  เป็นสัญญาณว่าหัวใจกำลังทำงานหนักกว่าปกติ 

– มือ เท้า หรือ ใบหน้า มีอาการชา  ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีปัญหาด้วยอาจเกิดอาการแบบนี้ได้ 

บางคนกว่าจะรู้ตัวก็อาจสายไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ารอให้มีอาการ รีบเช็กสุขภาพหัวใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า 

4. ตรวจยังไงให้รู้ว่ามีหินปูนเกาะหลอดเลือด? 

ปัจจุบันมีวิธีตรวจที่สามารถเช็กได้ว่า เรามีหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจแล้วหรือไม่ ซึ่งหมอส่วนใหญ่จะแนะนำให้ทำในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง 

– CT Calcium Score (เอกซเรย์คำนวณแคลเซียมในหลอดเลือด) ตรวจโดยใช้เครื่อง CT Scan ดูว่ามีแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจเยอะแค่ไหน ยิ่งเยอะยิ่งเสี่ยงสูง                  

-Echocardiogram (คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ) เช็กดูว่าหัวใจสูบฉีดเลือดปกติมั้ย 

-ตรวจเลือด (เช็กไขมันและน้ำตาลในเลือด) ถ้าไขมัน LDL สูง หรือมีเบาหวาน ก็มีโอกาสเสี่ยงสูง 

ถ้าผลออกมาว่ามีแคลเซียมสะสมเยอะ หมออาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมหรือให้ยาลดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงหัวใจวายในอนาคต 

5. ป้องกันได้ยังไงบ้าง? 

เราสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้ แค่ต้องปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรกับหัวใจมากขึ้น 

-กินอาหารดี ๆ ลดของทอด ของมัน เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด 

-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แค่เดินเร็ว 30 นาทีต่อวันก็ช่วยลดความเสี่ยงได้แล้ว 

-เลิกบุหรี่  ถ้ายังสูบอยู่ หยุดตอนนี้เลยดีกว่า 

– ลดเครียด นอนให้พอ ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้หลอดเลือดอักเสบและแข็งตัว 

-กินยาตามแพทย์สั่ง (ถ้าจำเป็น)  ถ้ามีไขมันสูง หรือความดันโลหิตสูงควรควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย 

-ทานวิตามิน K2 และแมกนีเซีมควบคู่ไปด้วย จะช่วยลดความเสี่ยงได้ 

ทางที่ดีที่สุดคือ เช็กสุขภาพหัวใจตั้งแต่ตอนนี้ ปรับพฤติกรรม และป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป  ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ”  

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมเช็กสุขภาพและพยายามดูแลตัวเราให้ดีที่สุดนะคะ จะได้ไม่เสี่ยงกับการเป็นโรคค่ะ ‘อีจัน’ เป็นห่วง  

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก หมอเจด 

https://www.facebook.com/share/p/1A5wxB4m5K