09 พ.ค. 68 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยาน ลงพื้นที่ช่วยเคลียร์ปม ชาวบ้านบ้านคลองเก่า ปากน้ำปราณ หลังร้องขอความช่วยเหลือกรณี มีเจ้าหน้าที่บุกตรวจโรงจอดรถ อ้างผิด พ.ร.บ.อาคาร ชาวบ้านจึงร้องขอให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าว ว่ามีเบื้องหลังการเมืองท้องถิ่นหรือไม่ พร้อมยืนยันใช้สิทธิพื้นที่ถูกต้อง แต่หากผลการแปลภาพดาวเทียมออกมาชี้ว่าผิด ก็ยินยอมให้รื้อถอน เพียงแต่คาใจว่า ทั้งชุมชนทำไมตนโดนแค่หลังเดียว
หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียน นายชัยวัฒน์ จึงทำหนังสือเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายอำเภอปราณบุรี
นายกเทศมนตรีปากน้ำปราณ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าชายเลนสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สาม และ ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมตั้งโต๊ะเคลียร์ปม กรณีพิพาทพื้นที่ดังกล่าว และเพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมฟังการชี้แจงครั้งนี้ด้วย
โดยนางสาวอรพรรณ ชาวบ้านหมู่ 1 บ้านคลองเก่า ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ร้องเรียนมาที่เพจชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังคำชี้แจงในครั้งนี้ด้วย
นางสาวอรพรรณเปิดเผยว่า เธอรู้สึกไม่เข้าใจและรู้สึกถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เพราะจุดที่โดนตรวจสอบเธอสร้างเป็นโรงจอดรถ ซึ่งเป็นเพียงโครงสร้างชั่วคราว เป็นหลังคาแบบเปิดโล่ง ไม่มีผนังหรือสิ่งปลูกสร้างถาวรใด ๆ มีไว้สำหรับจอดรถเพื่อกันแดดกันฝนเท่านั้น อีกทั้งยังอยู่ในเขตที่ดินที่ตนเองได้สิทธิครอบครอง ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือพื้นที่ของรัฐแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับสั่งให้เธอทำการรื้อถอนโรงจอดรถดังกล่าวโดยทันที มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ทำให้เธอรู้สึกว่ามีการเลือกปฏิบัติ เพราะในพื้นที่ใกล้เคียง ก็มีบางหลังที่มีการก่อสร้างต่อเติมถาวรอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด






จากเหตุการณ์ดังกล่าว นางสาวอรพรรณจึงร้องขอความเป็นธรรมผ่านทางนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเคยมีบทบาทเด่น ในการช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ ให้ช่วยตรวจสอบกรณีนี้ เนื่องจากเธอสงสัยว่าอาจมีเบื้องหลังทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดาของเธอเป็นหนึ่งในผู้สมัครลงเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้มีการกลั่นแกล้งหรือสร้างสถานการณ์เพื่อให้เสียคะแนนเสียงในช่วงใกล้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่บางรายก็แสดงความเห็น พร้อมตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกันว่า การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อาจมีเบื้องหลังมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายธรรมดาหรือไม่
ด้านนายพีรศักด์ จิวรนจนะโรดม นายกเทศมนตรีปากน้ำปราณ เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นอาจมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เพราะทางเทศบาลไม่ได้มีคำสั่งให้รื้อถอน หรือจับกุมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ มีการก่อสร้างเพิ่มเติมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อสร้างได้ประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยทางเทศบาลได้เข้าไปตรวจสอบว่าอาคารที่ก่อสร้างนั้นมีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าพื้นที่นั้นอยู่ในเขตของรัฐ หรือเป็นการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหรือไม่ เนื่องจากมีการก่อสร้างอยู่ใกล้ศาลาหมู่บ้าน และบางส่วนเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ปัจจุบันรัฐบาลกำลังสำรวจและขึ้นทะเบียนพื้นที่ของรัฐ เพื่อแยกแยะระหว่างที่ดินของหลวงและของประชาชน สำหรับกรณีที่มีข้อสงสัยว่ามีการกลั่นแกล้งหรือไม่ เพราะมีการตรวจสอบเฉพาะ 2 รายที่อยู่ติดศาลาหมู่บ้านนั้น จากบันทึกของกองช่างและป่าไม้พบว่า ไม่มีการบุกรุกเพิ่มเติม แต่มีบางกรณีที่ประชาชนเปลี่ยนมือสิทธิ์ครอบครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เทศบาลต้องติดตาม พร้อมยืนยันว่ากรณีนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน ตนปฏิบัติงานด้วยหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ทั้งนี้ เนื่องจากปากน้ำปราณกำลังมีการพัฒนา และถนนเส้นนี้จะเชื่อมเข้าสู่หัวหิน ราคาที่ดินจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น เทศบาลจึงต้องแจ้งประชาชนให้ทราบว่า ห้ามซื้อขายที่ดินในเขต คทช. เพราะเกรงว่าประชาชนจะถูกหลอกขายสิทธิ์โดยผิดกฎหมาย ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ใด เป็นเพียงการตรวจสอบ โดยต้องรอผลจากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อยืนยันแน่ชัดอีกครั้ง นายกเทศมนตรีกล่าว






ขณะที่ นายชัชนรินทน์ ชัชวงศุ์วาลย์
ผอ.ส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าชายเลนสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สาม กล่าวว่าหลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม และริการยืนยันจากหลักฐานการแปลภาพถ่ายดาวเทียม ว่าบริเวณนั้น มีหลักฐานปรากฏว่ามีการทำกินก่อนปี 57 หรือไม่ ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
รวมถึง นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี กล่าวว่า เรายึดหลักทุกคนเสมอหน้ากันต่อหน้ากฎหมาย ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ถ้ามีบาดแผลที่ตรงไหนก็ต้องดูให้ครบจบทั้งผืน ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางจุดบางหน่วย อันนี้เป็นหลักการที่ยึดกันในที่ประชุม






ขณะที่นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบแผนที่และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพื้นที่อยู่อาศัยในป่าชายเลน ต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่ประชาชนเข้าอยู่อาศัย โดยเฉพาะก่อนปี 2557 ซึ่งหากอยู่มาก่อน ก็ถือว่าสามารถทำกินต่อเนื่องได้ จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงนายอำเภอเข้าร่วมชี้แจงกับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
ทั้งนี้ การขออนุญาตปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่ใช่ที่บุกรุกถือว่าไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้อง ส่วนพื้นที่ที่มีข้อสงสัย ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากภาพถ่ายและหลักฐาน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นที่อยู่อาศัยมาแล้วก่อนหน้า ไม่ใช่การบุกรุกใหม่ โดยย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเอาผิดฝ่ายใด แต่เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยภายใต้กฎหมาย และขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างยั่งยืน
“ตอนนี้ผมเกษียณแล้วแต่ยังทำงานอนุรักษ์ ง่าย ๆ ก็คือ ให้ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ป่า เพราะจริงๆในพื้นที่ของชุมชนเองยังไม่เข้าใจว่าสิทธิของท่านอยู่ในป่าประเภทใด หรือในกิจกรรมที่ท่านอยู่สามารถอยู่ทำกินได้หรือไม่ และมีเรื่องร้องเรียนให้ผมไปตรวจสอบเยอะแยะมากมาย แต่ประเด็นตรงนี้มันใกล้บ้าน ประจวบเหมาะกับว่าพอมีข้อมูลอยู่บ้าง และรู้จักพื้นที่ตรงนี้พอสมควร เพราะบรรจุที่นี่ และเป็นคุมงานก่อสร้างทางเดินศึกษาป่าชายเลนปราณบุรี ก็คลุกคลีกันมา นานพอสมควร พอเห็นเรื่องราวก็อยากทำความเข้าใจและอยากให้หน่วยงาน มีความชัดเจน ท้ายสุดก็อยากให้ชาวบ้านรอการยืนยันผลการแปลภาพถ่ายจากดาวเทียม หากผิดก็ต้องทำการรื้อถอนและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป…”






