กมธ. ประชุมด่วน ตามเรื่อง “ป่าปากเตรียม” มีกรมป่าไม้ , พยัคฆ์ไพร , ชัยวัฒน์ ร่วมให้ข้อมูล
พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)
22 เมษายน 2569

กมธ. ประชุมความคืบหน้า กินป่าระนอง! ซัดตรง! ล่าช้า…แผ่นดินเสียหาย


21 เม.ย. 69 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ประชุมด่วนเพื่อติดตามความคืบหน้า กรณีการบุกรุกป่าเขาปากเตรียม จ.ระนอง หลังพบพิรุธการออกเอกสารสิทธิ์ทับป่าต้นน้ำและการตัดไม้มีค่า มูลค่ามหาศาล โดยมีตัวแทนจากกรมป่าไม้ ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง


กมธ. ซัดแรง! “ความล่าช้าคือความเสียหาย”



นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า จากการสืบทราบพบว่า คดีนี้มีเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2565 แต่กระบวนการกลับหยุดชะงักอย่างน่าสงสัย ทำให้ป่าต้นน้ำอายุหมื่นปีและไม้ใหญ่หลายพันต้นต้องถูกทำลายไป “นี่คือขบวนการที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ความล่าช้าครั้งนี้ชัดเจนมากว่าทำให้แผ่นดินเสียหาย วันนี้ต้องขอบคุณชุดพยัคฆ์ไพรและคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์จนนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย”


กรมป่าไม้แฉกลโกง “เสกที่ดินทับเขา”
นายพัฒน์พงศ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ให้ข้อมูลสุดอึ้งว่า ขบวนการนี้อาศัยช่องโหว่ของมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ ที่แก้ไขเพื่อช่วยสุจริตชน แต่กลับถูกกลุ่มคนไม่สุจริตนำไปใช้ฟอกไม้ โดยมีการใช้นอมินีสวมสิทธิ์ ชื่อใน น.ส.3 ก. เป็นผู้ยากจน แต่ในวันที่ออกเอกสารกลับมีการขายต่อให้นายทุนทันที บางแปลงวนขายถึง 4 รอบ และพบ น.ส.3 ก. 21 แปลง (จากทั้งหมด 105 แปลง) ออกโดยไม่ดูสภาพพื้นที่จริงที่เป็นภูเขาชันเกิน 35% ซึ่งกฎหมายห้ามออกเอกสารเด็ดขาด เรื่องนี้ค้างคามา 3 ปี โดยคณะทำงานจังหวัดมีมติให้เพิกถอนตั้งแต่ปี 2566 แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำแค่ “อายัด” เท่านั้น



นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ไพร ระบุว่าขณะลงพื้นที่ไม่มีใครกล้าแสดงตัวเป็นเจ้าของไม้ และเริ่มมีการผลักภาระกันไปมา จึงใช้อำนาจตามมาตรา 69 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ตรวจยึดไม้ท่อนล็อตแรก 438 ท่อน มูลค่ากว่า 50 ล้านบาทไว้ทันที และเตรียมยึดเพิ่ม จากการใช้โดรนบินสำรวจ พบไม้ถูกทิ้งบนยอดเขาอีกกว่า 100 จุด ประมาณ 1,000 ท่อน หลังจากนี้จะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมที่เหลือทั้งหมด และระดมเครื่องจักรหนักขนย้ายไม้ไปเก็บที่อำเภอสุขสำราญ
พร้อมลุยเช็กบิลเรื่องเอกสารที่ดิน โดยจะแบ่งกลุ่ม น.ส.3 ก. เป็น 3 ชุด คือกลุ่มที่มีคำสั่งเพิกถอนแล้ว, กลุ่มที่ไม่มีหลักฐานเดิม และกลุ่มอ้าง ส.ค.1 เพื่อสืบสวนหาตัวข้าราชการที่ใช้อำนาจฉ้อฉล ทีมพยัคฆ์ไพร จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไล่ตรวจสอบทีละแปลง แปลงไหนผิดชัดเจน ก็จะแจ้งความทันที ไม่ว่าจะเป็นผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ์หรือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกับการออกเอกสารที่มันมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการจนกว่าจะครบถ้วนและเป็นที่ยุติ



ขณะเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกต… ว่ามีการอาศัยจังหวะ อาศัยจังหวะสูญญากาศอำนาจ เพื่อเปิดทางขนไม้ออกอย่างอิสระหรือไม่?
นายชัยวัฒน์ ตั้งข้อสังเกต ถึงไทม์ไลน์การทำงานว่า เจ้าของที่ดินไม่สามารถนำชี้แปลงได้ชัดเจน และมีการยกเลิกการรังวัดถึง 2 ครั้ง ซึ่งส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังพบประเด็นการขาดตอนของคณะทำงาน กอ.รมน. ภาค 4 ที่เดิมเคยมีอำนาจปราบปรามเด็ดขาด และเคยมีการตรวจยึด อายัดไม้ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี 66 แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคแล้วไม่มีการลงนามคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงาน กอ.รมน. ภาค 4 ต่อในปี 2568 ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมถูกโยกย้ายและกลุ่มอิทธิพลก็เริ่มนำไม้ออกนอกพื้นที่ได้อย่างอิสระ จึงขอฝากให้ทางประธานคณะกรรมาธิการ ช่วยส่งหนังสือ ให้ทางแม่ทัพภาค 4 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงาน กอ.รมน. ภาค 4 ที่เคยสกัดยับยั้งขบวนการนี้ ให้มีอำนาจปราบปรามเหมือนเดิม เพราะขบวนการนี้ไม่ใช่แค่ระนอง แต่มันกินทั้ง ชุมพร พังงา ภูเก็ต


คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้ากรณีบุกรุกป่าปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เบื้องต้นพบข้อพิรุธการซื้อขายเปลี่ยนมือ น.ส.3 ก. และรายชื่อที่คาดว่าจะถูกนำมาสวมสิทธิถือครอง

ด้านชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ บอกว่า ตอนนี้พบพยานหลักฐานสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นถึง “ขบวนการฟอกไม้”
รองอธิบดีกรมป่าไม้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบ พบมีการออกเอกสาร น.ส.3 ก โดยมิชอบเพิ่มขึ้นอีกหลายแปลงเห็นด้วยจากการออกเอกสารสิทธิ์บนพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน 35% หลังจากนี้ก็จะมีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับแปลงที่ดินที่คณะกรรมการจังหวัดระนองเคยมีมติเสนอให้เพิกถอนนอศสามกอ ตั้งแต่ปี 66 จำนวน 21 แปลง หลังพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ
เรื่องนี้ต้องตามกันต่อีกยาว ว่าใครกันแน่ คือ “ปลาเน่า” ตัวนั้น