เจอกันซะที อธิบดีกับกลุ่มคนรักช้าง หลังหูพับจากไป กว่า 2 เดือน
ก้ามปู อีจัน
3 ชั่วโมงก่อนหน้า

16 เม.ย. 69 ที่อาคารสืบนาคะเสถียร ตัวแทนภาคประชาชน “ตุ๊ก เดือนเต็ม สาลีตุล” นำทีมกลุ่ม #ทวงคืนความยุติธรรม ให้สีดอหูพับ พร้อม อ.กิติคุณ พลวัน ประธานชมรมจิตอาสารักษ์สัตว์ เผชิญหน้า อธิบดีกรมอุทยานฯ นายอรรถพล เจริญชันษา หลังรอคอยมานานกว่า 2 เดือน เพื่อทวงถามปมการตายของช้างป่า “สีดอหูพับ” ที่ลาโลกไปตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ระหว่างการเคลื่อนย้าย ถึงบทสรุปของการทวงคืนความเป็นธรรม ให้กับ “สีดอหูพับ”






โดยวันนี้ มีการเปิดโต๊ะเคลียร์ปมร้อนที่สังคมคาใจ!
- ประเด็นยาซึม ที่เจ้าหน้าที่ ให้ข้อมูลขัดแย้งกันถึง 3 ครั้ง! ด้านอธิบดีกรมอุทยานฯ นายอรรถพล เจริญชันษา ยอมรับว่า เพิ่งรู้ว่ามีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน พร้อมเปิดทาง ให้กลุ่มคนรักช้างนัดทีมหมอ ที่ปฏิบัติหน้างาน ทั้ง 5 คน มาเจอกับ ทีมสัตวแพทย์สภา เพื่อพิสูจน์กันให้ชัดว่า ยาซึมที่ใช้ เหมาะสมหรือไม่? พร้อมเตรียมเปิดภาพหลักฐาน การพิสูจน์ซากให้สังคมดูชัด ๆ ว่าโดนวางยาจริงตามข้อครหาหรือไม่
- ประเด็นเรื่องคำสั่งย้ายที่ไม่มีชื่อ สีดอหูพับ หลังภาคประชาชนกังขา เมื่อช้างตายหลังจากเคลื่อนย้าย แต่ชื่อในคำสั่งเคลื่อนย้ายกลับไม่มี? งานนี้อธิบดี จะกลับไปไล่สอบข้อเท็จจริง พร้อมรับปาก จะไม่มีการย้ายสีดอที่เหลืออีก 3 ตัว ทั้งสีดอถัง คุจิ๋วและสีดอน้อย ออกจากพื้นที่เดิมเด็ดขาด รวมถึงระงับการเคลื่อนย้ายช้างทั่วประเทศด้วย ต่อจากนี้หากเกิดสถานการณ์วิกฤตจริง ๆ และจำเป็นจะต้องเคลื่อนย้ายช้าง จะไม่มีการใช้วิธีวางยาสลบ แต่จะเปลี่ยนมาใช้การผลักดันแทน เพื่อความปลอดภัย
ส่วนในเรื่องที่ถูกตั้งคำถามว่า ทำไมกรมอุทยานฯ ไม่ขอทุเลาคำสั่งศาลปกครอง อธิบดีได้ให้คำตอบว่า ทางจังหวัดได้มีการขอให้ทาง สบอ.8 ขอนแก่น ช่วยผลักดันช้างและเคลื่อนย้ายช้างออกไป จนมีการออกคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งดุลพินิจของพื้นที่ ก็จะต้องพิจารณาว่า เมื่อศาลปกครองสั่งแล้ว การปฎิบัติก็ยังขอทุเลาได้ ถ้ายังไม่พร้อม ซึ่งทางกรมอุทยานฯ ได้มีการพูดไปครั้งหนึ่งว่า ขอเวลาในเรื่องของการเตรียมความพร้อม หลังจากนั้น ได้รับรายงานว่า ทางจังหวัดและทาง สบอ.8 ขอนแก่น มีความพร้อมในการที่จะเคลื่อนย้ายแล้ว มันก็เลยถูกปฏิบัติไป โดยไม่ได้ขอทุเลา โดยต่อไป กรมอุทยานจะยื่นขอทุเลา ให้ไม่มีการเคลื่อนย้ายช้างที่อยู่ในที่เกิดเหตุอีก3 ตัว รวมถึงในพื้นที่อื่นด้วย
ตอนนี้มีคำสั่งอีกที่ ทส.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็จะมีการขับเคลื่อนภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติ นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังได้ยกระดับการทำงานสู่มาตรฐานวิชาชีพ โดยทำหนังสือประสานไปยังสัตวแพทยสภาเพื่อร่วมกันกำหนดหลักสูตรและข้อปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) สำหรับคณะทำงานเคลื่อนย้ายช้างป่า ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านเทคนิคการสัตวแพทย์ การจัดกำลังพล และอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงานต้องผ่านการฝึกอบรมและได้รับใบรับรองจากสัตวแพทยสภาก่อนลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลและป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ส่วนเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ ทางกรมอุทยานฯ พร้อมให้ข้อมูลทุกเรื่อง หากมีข้อเสนอแนะ มีข้อแนะนำ หรืออยากจะพูดคุยกับผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ก็พร้อมที่จะให้มีการพูดคุยกัน
- กรณีคลิปเสียงปริศนา ที่มีคนตะโกนว่า “ได้แก้แค้นสีดอหูพับ” อธิบดีเผย ยังไม่เห็นคลิป แต่ยืนยันเจ้าหน้าที่ 200 คนที่เข้าไป ตอนยิงยาซึม มีแค่สัตวแพทย์ไม่กี่คน นอกนั้นจะเข้าไปในช่วงประคองช้างเท่านั้น
ตุ๊ก เดือนเต็ม: “บางทียิ่งสูงยิ่งหนาว คนข้างบนเค้าส่งอะไรมาให้เซ็นก็ไม่รู้… วันนี้เรามาขอความกระจ่างแทนประชาชนที่เคลือบแคลง!”
ทางด้าน “พี่ตุ๊ก” เดือนเต็ม สาลิตุล ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับคำตอบวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าพอใจ เพราะเรื่องสำคัญ คือ จะไม่มีการโยกย้ายสีดอที่เหลือ.ในพื้นที่เกิดเหตุ ทั้ง 3 ตัว อีก ทั้งสีดอถัง สีดอจิ๋ว และสีดอน้อย ซึ่งจะได้รับการดูแลปกป้องอยู่ตรงนั้น หากในอนาคตถ้าจะมีการเคลื่อนย้ายช้างป่าอีกครั้ง หากเกิดวิกฤตจริง ๆ ก็จะไม่มีการเคลื่อนย้ายช้างป่าด้วยวิธีการใช้ยาซึม เรื่องนี้ทำให้หมดความกังวลใจ ซึ่งมันก็จะไม่อันตราย หากช้างไม่ได้สร้างความเดือดร้อนมาก ก็จะใช้แค่วิธีการผลักดัน
ส่วนนัดต่อไป คือ การให้หมอหน้างานกับทีมผู้เชี่ยวชาญสัตวแพทย์สภามาคุยกัน วันนี้เราไม่ได้มาเพื่อตั้งข้อกล่าว หาแต่เรามาเพื่อต้องการข้อเท็จจริงว่าทางอธิบดีรู้เรื่องอะไรพวกนี้ไหม?
อ.กิติคุณ พลวัน ประธานชมรมจิตอาสารักษ์สัตว์ กล่าวว่า ที่มาวันนี้หลัก ๆ คือ ต้องการคำตอบ ในเรื่องของการใช้ยาซึม กับการให้ข้อมูลทั้ง 3 ครั้ง คลาดเคลื่อนทั้งหมด 3 ครั้ง ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย วันนี้ ท่านอธิบดีจึงมีมติให้ นัดพบกันระหว่างแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน กับ สัตวแพทย์สภา เรื่องนี้ต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะทำให้เกิดความขัดแย้ง มันเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ซึ่งตอนนี้ ทางกลุ่ม ได้มีการยื่นทูนเกล้าถวายฎีกาไปแล้ว และยื่นเรื่องต่อสัตวแพทย์สภาไปแล้ว ต่อไปจะยื่น ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เราไม่ได้โกรธท่านอธิบดี ไม่ได้โกรธทีมแพทย์ แต่เรามาทำหน้าที่เรียกร้องความเป็นธรรม และต้องการให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมว่าใครเป็นผู้กระทำ ผู้นั้นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำ นี่คือสิ่งที่เราต้องการคำตอบจากกรมอุทยานฯ ทุกคนไม่ได้โกรธ ทุกคนไม่ได้หิวแสง แต่ความยุติธรรม มันคือเส้นบาง ๆ ที่เราต้องเรียกร้องให้ถึงที่สุด
บทสรุปวันนี้ ภาคประชาชนพอใจในระดับหนึ่งที่ได้เผชิญหน้าทวงถามความจริง หลังจากนี้ จะไม่เกิดม็อบทวงคืนความยุติธรรมอีกแล้ว แต่จะเป็นการนัดเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องยาซึมเท่านั้น!!











