ยูเอ็น เตือน โลกจะร้อนขึ้น 3.1 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2100

ขวัญ อีจัน

ขวัญ อีจัน

25 ตุลาคม 2567

ยูเอ็น เตือน โลกจะร้อนขึ้น 3.1 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2100

วันที่ 24 ต.ค. 67 องค์กรสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เผย รายงานประจำปีเรื่องช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยระบุว่า นโยบายเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก จะส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 3.1 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากนโยบายข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึงสองเท่า 

รายงานประจำปีเรื่องช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งพิจารณาคำมั่นสัญญาของประเทศต่าง ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จำเป็น พบว่าโลกจะเผชิญกับภาวะโลกร้อนจากอณหภูมิที่สูงขึ้นถึง 3.1 องศาเซลเซียส (5.6 องศาฟาเรนไฮต์) หากรัฐบาลต่างๆ ไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซที่ทำให้โลกร้อนขึ้น โดยเมื่อปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลต่าง ๆ ได้ลงนามในข้อตกลงปารีสและกำหนดเพดานอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส (2.7 องศาฟาเรนไฮต์) เพื่อป้องกันผลกระทบอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา 

ด้าน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า “เรากำลังอยู่ในภาวะที่โลกกำลังเผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมาย ผู้นำต้องช่วยกันลดช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือไม่เช่นนั้น เราก็จะต้องเผชิญกับหายนะด้านสภาพอากาศอย่างกะทันหัน” 

ในส่วนของอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกระหว่างปี 2022 ถึง 2023 เพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 57.1 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งภายใต้นโยบายดังกล่าวจะทำให้ในอนาคต อุณหภูมิจะยังคงเพิ่มขึ้นระหว่าง 2.6 องศาเซลเซียส (4.7 องศาฟาเรนไฮต์) ถึง 2.8 องศาเซลเซียส (5 องศาฟาเรนไฮต์) ภายในปี 2100 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 

แอนน์ โอลฮอฟฟ์ หัวหน้าบรรณาธิการวิทยาศาสตร์ของรายงานกล่าวว่า “หากเราพิจารณาความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายปี 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศสมาชิก G20 พวกเขาไม่ได้ประสบความเร็จหรือมีความคืบหน้ามากนักในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2030 ณ ปัจจุบันนี้เลย” 

ขณะที่โลกในปัจจุบันมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส (2.3 องศาฟาเรนไฮต์) โดยในเดือนหน้าประเทศต่าง ๆ จะมารวมตัวกันที่การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศประจำปีของสหประชาชาติ (COP29) ในประเทศอาเซอร์ไบจาน โดยจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อปีที่แล้วในการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเจรจาที่บากูจะช่วยให้ทราบถึงกลยุทธ์การลดการปล่อยมลพิษที่ปรับปรุงใหม่ของแต่ละประเทศ ซึ่งเรียกว่า การมีส่วนสนับสนุนที่กำหนดในระดับชาติ (NDC) ซึ่งจะมีกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 

รายงานของยูเอ็นระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมกันมุ่งมั่นและดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 42 ต่อปีภายในปี 2030 และบรรลุร้อยละ 57 ภายในปี 2035 หากหวังว่าจะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายดังกล่าวถือว่าอยู่ไกลเกินเอื้อม 

ทั้งนี้ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลทำให้สภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไป เช่นฝนไม่ตกตามฤดูกาล ประสบภาวะแห้งแล้งยาวนาน หรือบริเวณที่ฝนตกก้จะตกหนักมากเกินไป รวมไปถึงความรุนแรงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างจะเลวร้ายลงหากปล่อยให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : fastcompany, dailymail