ถอดรหัส ค่าชดเชย “หมื่นล้าน”จำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” จ่าย แต่ใครสั่ง?
ทีมออนไลน์
26 พฤษภาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย “กรรณะ”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยฉบับหนึ่ง ถูกพาดหัวข่าวให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า ให้ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล “นายกฯปู” ในจำนวน 10,000 ล้านบาท
แต่ล่าสุดศาลปกครองก็มาออกคำชี้แจงสรุปว่า “ศาลปกครองไม่ได้สั่ง” ทำเอาหลายคนงุนงงสงสัยไม่น้อยว่า นี่คืออะไร
เริ่มเรื่องเราจะเล่าเหมือนหนังหรือละครบางเรื่อง คือเริ่มที่กลางถึงค่อนไปทางท้ายเรื่อง คือคดีที่ศาลปกครองสูงสุดเพิ่งตัดสิน นี้ไม่ได้เป็นคดีที่ “รัฐ” ฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” ให้จ่ายค่าเสียหาย แต่คดี้นี้เป็นคดีที่ “ยิ่งลักษณ์” และ “อนุสรณ์ อมรฉัตร” สามีของเธอ ฟ้อง รัฐที่นำโดยนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกระทรวงการคลัง เพื่อให้ถอนคำสั่งที่ให้เธอจ่ายค่าเสียหาย เนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกต้องและในส่วนที่มีการไปดำเนินการยึดทรัพย์นั้นมีทรัพย์ของสามีของเธอที่ไม่ใช่สินสมรสอยู่ด้วย

ทีนี้เราจะย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ช่วงหลังการรัฐประหารปี 2559 มีการดำเนินคดีกับ “ยิ่งลักษณ์” ที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
โดยในครั้งนั้นไม่ต้องรอศาลสั่งยึดทรัพย์ รัฐบาล กระทรวงการคลัง โดยการให้คำแนะนำของ “วิษณุ เครืองาม” มือกฎหมายเบอร์หนึ่งของรัฐบาลในขณะนั้น เลือกใช้วิธีให้กระทรวงการคลังออกคำสั่งทางปกครองยึดทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์” เป็นตัวเลขกลมๆ 35,000 ล้านบาท
และก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการยึดทรัพย์ของเธอ ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม และยังไปยึดทรัพย์ในส่วนของสามีของเธอที่ไม่เกี่ยวข้องจึงเป็นที่มาของการไปร้องต่อศาลปกครองกลาง
การไปร้องต่อศาลปกครอง เป็นการร้องว่า “รัฐ” ซึ่งหมายถึงหน่วยงานของรัฐ ออกคำสั่งทางปกครองถูกต้องหรือไม่ ซึ่งการสั่งยึดทรัพย์ครั้งนี้ก็เป็นการใช้คำสั่งทางปกครองจึงอยู่ในข่ายที่ศาลปกครองจะพิจารณา
ซึ่งต่อมาปี 2564 ศาลปกครองกลาง หรือ ที่เราเรียกว่า “ศาลปกครองชั้นต้น” ก็มีคำพิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องก็ให้เพิกถอนการจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเธอ ไม่ใช่บุคคลที่มีอำนาจสั่งการเพียงผู้เดียว แต่เป็นการดำเนินการผ่านคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากนี้ยังมีส่วนราชการอื่น ๆ ที่ร่วมพิจารณาด้วย พร้อมยกเลิกคำสั่งอายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาด
แน่นอนว่าคนที่ถูกร้องก็คือนายกฯ ในขณะนั้นและกระทรวงการคลังก็ไม่พอใจในคำตัดสินก่อนจะขออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด จนเป็นที่มาของคำสั่งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเวลาผ่านไป 4 ปี
สรุปคำสั่งง่ายๆคือ ศาลเห็นว่า “ยิ่งลักษณ์” เกี่ยวข้องบางส่วน และ ไม่เกี่ยวข้องในบางส่วน
โดยมองว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องคือกรณีการระบายข้าวแบบ “จีทูจี” หรือรัฐต่อรัฐ ทำให้เธอต้องชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะในส่วนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ ในอัตรา 50% ของมูลค่าความเสียหาย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20,057 ล้านบาท ทำให้คำนวณเป็นเงินที่ต้องชดใช้ 10,028 ล้านบาท
ทั้งนี้ก็เนื่องจากมองว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ส่วนอีก 1.5 หมื่นล้าน เป็นไปตามนโยบายซึ่งศาลมองว่าไม่เกี่ยวข้อง
ซึ่งเมื่อมีคำพิพากษาก็มีข่าวพาดหัวเหมือนที่เราบอกว่า “ศาลปกครองสั่งยิ่งลักษณ์จ่ายค่าชดเชยจำนำข้าว 1 หมื่นล้าน”


ทำให้ศาลปกครองบอกว่าการตีความแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆแล้ว “ศาลปกครอง” ไม่ได้เป็นคนสั่งจ่าย แต่เป็นเพียงคนบอกว่าคำสั่งไหนถูกหรือไม่ถูก ซึ่งเคสนี้ “ศาลฯ” ก็เห็นว่าไม่ถูกต้องบางส่วนจึงเพิกถอนแค่บางส่วน และทำให้ค่าชดเชยของ “ยิ่งลักษณ์” จาก 35,000 ล้าน เหลือ 10,000 ล้าน
ในทางกฎหมายอาจเป็นเรื่องสำคัญที่บอกว่า ใครเป็นคนสั่งจ่าย เพราะเป็นเรื่องอำนาจของหน่วยงาน แต่สำหรับเราๆท่านๆ ไม่ว่าใครจะสั่งก็เท่ากับต้องจ่าย
ซึ่งการที่ศาลปกครองฯ สั่งเช่นนี้ก็เท่ากับว่า “ยิ่งลักษณ์” ต้องจ่าย เพียงแต่มีเรื่องต้องตีความต่อว่า ต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ เพราะมีทรัพย์จำนวนหนึ่งถูกยึดอายัดไว้ หากเกินก็ต้องคืน หรือหากเป็นทรัพย์ ที่ไม่เกี่ยวหรือเป็นทรัพย์ของสามีที่มิใช่สินสมรส ก็อาจต้องไปยื่นเรื่องกันใหม่อีกครั้ง
ภาษาชาวบ้านก็คือ ใครจะสั่งก็แล้วแต่ แต่สุดท้าย “ยิ่งลักษณ์” ก็ต้องจ่าย และนี่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางของตระกูล “ชินวัตร ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่คาดหวังไว้ก่อนหน้านี้