ปรากฏการณ์เลือกตั้ง 69 “อย่ามาแหวง” เมื่อผู้มีอำนาจตัวจริง “ลอยตัว” 

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

5 กุมภาพันธ์ 2569

ปรากฏการณ์เลือกตั้ง 69 “อย่ามาแหวง” เมื่อผู้มีอำนาจตัวจริง “ลอยตัว” 

ปรากฏการณ์ “อย่ามาแหวง” เมื่อผู้มีอำนาจตัวจริง “ลอยตัว”
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

“อย่ามาแหวง” กลายเป็นประโยคที่นำมาล้อเลียน “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. หลังไปออกรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา และหลุดคำพูดที่ว่า “ถ้าคนไม่เชื่อมั่นกรรมการก็อย่าไปเลือกตั้งเลย”

ทั้งสังคมมองไปในทางเดียวกันว่า คำพูดแบบนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากคนที่เป็นเหมือน CEO ขององค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เพราะถ้าตรรกะถูกต้อง หากประชาชนไม่เชื่อมั่นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกรรมการ ไม่ใช่บอกให้คนไม่ต้องไปเลือกตั้ง

ผู้เขียนเองเคยเป็นผู้สื่อข่าวประจำสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในยุคแรกเอง ก็ตกใจเพราะเคยรู้จัก “แสวง บุญมี” หรือ “พี่แหวง” ของน้องๆ ในสมัยนั้นที่มักจะแอบมาให้ข้อมูลและให้ความรู้ หรือจนกระทั่งแอบชี้เบาะแสให้เป็นพักๆ

“แสวง” เองนั้นหลายคนบอกว่าเป็นลูกหม้อของ กกต. แต่จริงๆแล้ว องค์กร กกต. นั้นพึ่งถูกตั้งเมื่อประมาณปี 2541 หลังรัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศใช้ ซึ่งก็เหมือนกับหลายองค์กรอิสระในสมัยนั้นที่ใช้วิธีโอนย้ายข้าราชการมาทำงานยุคก่อตั้ง

และ “พี่แหวง” เองก็เป็นหนึ่งในข้าราชการของรัฐสภา ที่โอนย้ายมายังบ้านใหม่แห่งนี้

ซึ่งหากนับข้าราชการรุ่นแรกๆที่โอนย้ายมาด้วยกัน “แสวง” ถือเป็นคนรุ่นแรกคนสุดท้ายที่ยังอยู่กับองค์กรแห่งนี้ และที่นี่เองก็เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองที่เขามีความรักความผูกพัน และรู้จักมันดีไม่แพ้ใคร

บุคลิกของ “แสวง บุญมี” เป็นคนตรงๆ และมีความกวนอยู่ในที จึงเป็นทั้งที่รักและที่ชังของใครหลายๆคน และไม่แปลกที่คนรุ่นเดียวกับเขาเติบใหญ่และจากกันไปหมด จนเหลือแต่เพียงตัวเขา

แต่อีกนัยหนึ่งด้วยความที่อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำมาตั้งแต่ต้นเป็นเวลา 20 กว่าปี ทำให้เขาได้รู้จักกับคนมากหน้าหลายตา และคุ้นชินกับหลายๆเรื่องตามตำแหน่งที่เติบโต

ต้องบอกว่า การออกมาปกป้ององค์กร กกต. ของ “แสวง” นั้นไม่แปลก พอๆกับการไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

องค์กรที่มีชื่อว่า “กกต.” นั้น เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง คนที่มีอำนาจในการสั่งการตัดสินใจเรื่องต่างๆคือ “กรรมการการเลือกตั้ง” โดยมี “เลขาธิการ” เป็นหัวหน้าสำนักงาน

ในยุคแรกเริ่ม กกต. มี 5 คน แต่ละคนจะดูแลรับผิดชอบงานแต่ละด้าน และเป็นผู้ที่ออกมารับผิดรับชอบ โดยเลขาธิการเป็นเหมือน “พ่อบ้าน” ที่จัดการทุกอย่างตามคำสั่ง

กกต. ชุดแรก เป็นชุดที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากที่สุด กับผลงานแจกใบเหลือง ใบแดง นักการเมืองจำนวนมาก และมีวาทะของ “อดีต กกต.” ฝ่ายสืบสวน อย่าง “สวัสดิ์ โชติพาณิช” ผู้ล่วงลับว่า “จะไม่ให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา”

แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าองค์กรแห่งนี้ก็จะกลายเป็นเป้าหมายทางการเมือง แต่เป้าหมายที่ว่าไม่ใช่การยุบ หากแต่เป็นการยึดครอง

เพราะมองว่าหากยึดที่นี่ได้ ก็ยึดกุมความได้เปรียบทางการเมืองเอาไว้ได้ และวิธีการก็มีทั้งวิธีการแบบโต้งๆคือส่งคนมาทำงานทั้งในฐานะเจ้าหน้าที่และกรรมการ หรือกระทั่งการออกแบบการได้มาซึ่งกรรมการผ่านระบบกฎหมายที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”

ความแปลกแปร่งของการออกแบบเช่นนี้ ทำให้คนที่มีอำนาจตัวจริง ถอยไปอยู่หลังฉาก และส่ง “พ่อบ้าน” ออกมาเดินชนให้กลายเป็นตำบลกระสุนตก ส่วนตัวเองกลับลอยตัว

มาวันนี้มีกี่คนที่จำได้ว่าประธานกกต. ชื่ออะไร และกรรมการทั้ง 7 คนรวมถึงประธานชื่ออะไรบ้าง ทั้งๆที่ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีอำนาจ

หากเปรียบเทียบจะพบว่ากรรมการขององค์กรอิสระอื่นยังเปิดหน้าและรับผิดชอบมากกว่านี้ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ที่เลขาธิการยังยืนอยู่่ในสถานะพ่อบ้านเท่านั้น ขณะที่ตัวกรรมการเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำและการตัดสินใจ

จริงอยู่ที่ “แสวง บุญมี” ทั้งทำงานอย่างเต็มที่ และทั้งน่าตั้งคำถามในมายด์เซ็ทของเขา แต่สิ่งที่เราเห็นและล้อเลียนกันด้วยคำว่า “อย่ามาแหวง” นี่คือพัฒนาการความเป็นมาเป็นไปของความพยายามใช้เป้าล่อ

เปลี่ยนจากผู้ที่มีอำนาจตัดสินตัวจริง ไปสู่ “พ่อบ้าน” แต่ที่น่าสนใจคือ “พ่อบ้าน” เองก็เต็มใจรับเรื่องราวแบบนี้ ดังนั้นหากจะถามว่าปรากฏการณ์ 1 ล้านแชร์และการรุมกระหน่ำวิจารณ์ใครต้องรับ ก็ต้องบอกว่าแบ่งๆกันไปทั้งกรรมการและพ่อบ้านนั่นเอง