วันที่ “อภิสิทธิ์” คืนรัง กับประตูไม่แม้แต่จะแง้ม

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

4 พฤศจิกายน 2568

วันที่ “อภิสิทธิ์” คืนรัง กับประตูไม่แม้แต่จะแง้ม

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำเอาแฟนคลับหลายคนออกอาการปลาบปลื้ม และวาดหวังว่า “ประชาธิปัตย์” กำลังจะกลับมา

ถ้าพูดถึงหน้าตาของ “อภิสิทธิ์”  ในทางการเมืองก็ต้องบอกว่าหล่อเหลากว่าคนที่ “ประชาธิปัตย์” มีมาตลอดช่วงหลัง

และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ “ประชาธิปัตย์” อยู่ในช่วงตกต่ำและห่างไกลคำว่ากลับสู่เส้นทาง นี่เองทำเอาหลายคนแอบฝันว่า ถึงเวลาที่ใบเก่าของประชาธิปัตย์ที่เคยถูกผลัดจะกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง

บทความชิ้นนี้จะไม่ได้ให้ความหวังหรือสร้างความฝันกับ “พลพรรคสีฟ้า”  ในทางตรงกันข้ามอาจจะทำลายลงเสียด้วยซ้ำ แต่นี่คือความจริงที่ต้องเจอ

อย่างที่บอกตอนต้นว่า “หน้าตา” ของ “อภิสิทธิ์” นั่นหล่อเหลามากกว่านักการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” เพราะมีความรู้ พูดจาดี สุภาพเรียบร้อย แต่หากดูในอดีตการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯของเขา ไม่ได้เป็นเพราะ “ตัวเอง”

ไม่ได้เป็นเพราะ “หน้าตาที่หล่อเหลา” หรือ “ภาพที่งดงาม” แต่เป็นเพราะเงาสีเทาดำที่ทะมึนอยู่เบื้องหลังอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่คุมเสียง สส. อยู่หมัด และเดินเกมการเมืองที่คนมือสะอาดไม่ค่อยชอบ

“ประชาธิปัตย์” วันนั้นมีฐานเสียงที่แน่นปั้กอยู่ที่ภาคใต้ ขณะที่ชื่อชั้นของ “ชวน – อภิสิทธิ์” เป็นตัวขายและทำให้แฟนคลับเลือกอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนัก

แต่หันไปมองในวันนี้มีใครอยู่ข้างกาย “อภิสิทธิ์”  ที่เป็นมือเป็นไม้ หรือเป็นมือการเมือพอที่จะสร้างอัตราต่อรอง

วันที่ “ประชาธิปัตย” เลือกจะผลัดใบทิ้ง “อภิสิทธิ์” เอาง่ายๆ ก็เพราะ “อภิสิทธิ์” ไม่มีของพวกนี้อยู่ในมือ มีเพียงความเชื่อว่าพวกตัวเองเป็นผู้ที่มีราคาทางการเมืองของคนกรุง

จากนั้นคนที่เคยกุมเสียงก็ย้ายออกไปอยู่กับ “พลังประชารัฐ” ก่อนจะแตกออกมาเป็น “รวมไทยสร้างชาติ”  และวันนี้ก็ไม่มีใครที่มีทีท่าจะกลับ “ประชาธิปัตย์” ภายใต้การนำทัพของ “อภิสิทธิ์”

แม้แต่ สส. ใต้ ที่เคยเป็น “สนามเหย้า”  ก็ยังเลือดไหลออกไม่หยุด  เพราะทุกคนรู้ว่าถึงนาทีนี้ภาคใต้ถูกตีแตกแล้ว ขึ้นกับว่าจะตกเป็นของใครระหว่าง ทัพของ “โกเกี๊ยะ” จากค่ายภูมิใจไทย และค่ายกล้าธรรมของ “ผู้กองธรรมนัส”

หลายคนอาจหวังว่าชื่อเสียงของ “ชวน หลีกภัย” อาจดึงเสียงได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าวันผ่านเวลาผ่าน “นายชวน” กำลังเป็นอดีต

และที่ลืมไม่ได้คือ ภาพของ “อภิสิทธิ์” วันที่ปราบม็อบเสื้อแดงเมื่อปี 2553 กลายเป็นภาพจำ ที่กลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามขั้วอนุรักษ์นิยมยากที่จะทำใจลืม

“โชคร้ายที่มีคนตาย หรือ Unfortunately some people died”  คำให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” กลายเป็นคำพูดที่ถูกจารึกไว้อย่างไม่มีวันลืม

นึกไม่ออกให้ดูวันที่เขาไปที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ 

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” และ “ประชาธิปัตย์” กำลังกระโดดเข้าร่วมวงไม่ใช่สนามของพวกเขาอีกแล้ว

ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ การเมืองยุคนี้เป็นยุคของ “ตัวแทนอุดมการณ์”  ที่พวกเขาเป็นไม่ได้ทั้งซ้ายและขวา

ความเป็นขวา ก็มีตัวแทนที่ชัดเจนกว่าเช่น “ภูมิใจไทย”  ที่ “อภิสิทธิ์” อาจจะไม่กล้าไปถึงจุดนั้น  ขณะที่อีกด้าน เขาก็ไปไม่ถึงตัวแทนอุดมการณ์อย่าง “พรรคประชาชน” หรือ “เพื่อไทย”

หลายคนบอกว่า งั้นก็เป็นตัวแทนของคนกลางๆก็ได้ คำตอบคือพอถึงทีเด็ดทีขาด เรามีคนกลางๆกี่คน แต่ละคนก็รู้ในใจว่าเลือกตัวแทนอุดมการณ์แบบไหน และก็จะเกิดคำถามตามต่อมาว่า “อภิสิทธิ์กลางจริงหรือ” ?

เป้าหมายของพวกเขาในวันนี้จึงอาจจะไม่ได้อยู่ที่การเป็นพรรคใหญ่ หรือพรรคแกนนำ แต่หวังว่าจะเป็นพรรคกลางเล็ก  และส่ง “อภิสิทธิ์” เข้าไปมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ  และเมื่อถึงวันที่ฟ้าเป็นใจ เก้าอี้นายกฯสมัยสองก็อาจตกมาถึง  เพราะตัวอย่างการก้าวขี้นสู่ตำแหน่งของ “นายกฯอนุทิน” ก็มีมาให้เห็นแล้ว

แต่เครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ คือ ทำอย่างไร “อภิสิทธิ์” จะได้ สส. ถึง 25 คนซึ่งเป็นขั้นต่ำของผู้ที่จะมีสิทธิ์ฝันถึงเก้าอี้นายกฯ

มองประตูไหน ก็ไม่เปิดสำหรับ “อภิสิทธิ์” แม้แต่ประตูเดียว เว้นแต่เขาจะหาจุดเปลี่ยนบางอย่างเจอ