เหยื่อกับระเบิดเขมรรายที่ 5 รัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องจัดการสถานการณ์
ทีมออนไลน์
15 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
ทหารไทยขาขาดเป็นรายที่ 5 นับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เล่นเอาคนไทยเดือดพล่านไหนใครบอกว่า “หยุดยิง”
คำว่า “หยุดยิง” มิได้แค่มีความหมายว่า หยุดกระสุนที่ลั่นออกมาจากไกปืนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงหยุดการทำร้ายและการห้ำหั่นระหว่างกันและกัน
จริงอยู่ที่จากห้าเหตุการณ์ มีสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนข้อตกลงหยุดยิง และ สองเหตุการณ์ เกิดขึ้นก่อนการเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ และ หนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการปะทะ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกสองเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังการหยุดยิง
การฝังทุ่นระเบิดนั้นตามความหมายแฝงเร้นคือการโจมตีล่วงหน้าแบบเล็งเห็นผลในอนาคต ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิดการหยุดยิงแล้ว ยังผิดสนธิสัญญาออตตาวาเรื่องการห้ามใช้ทุ่นระเบิดอีกด้วย
เอาเป็นว่าไม่ว่ามองมุมไหนก็ไม่ถูกต้อง

คำถามคือ หากวางไปแล้วก่อนข้อตกลงหยุดยิง แล้วจะทำอย่างไร คำตอบง่ายๆก็คือ ร่วมกันลาดตระเวนและเก็บกู้ เพราะใครเล่าจะรู้ดีไปกว่าคนที่วาง
แต่หากยังจำกันได้ ในการประชุม GBC กัมพูชาปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหากร่วมมือก็จะเท่ากับการยอมรับว่าตัวเองเป็นคนวาง เพราะที่ผ่านมาแม้หลักฐานจะชัด แต่พวกเขาก็ยืนกรานปฏิเสธว่าเป็นระเบิดเก่า และเป็นเพราะไทยล่วงล้ำเข้ามา
แล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ เพราะการที่จะปล่อยให้ระเบิดอยู่ร่ำไป รังแต่จะทำให้ทหารเราเสียขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ครั้นจะเปิดปฏิบัติการเอาคืน แม้จะสะใจแต่ก็จะทำให้เราทำได้เพียงชนะศึกแต่แพ้สงคราม ดังนั้นการตอบโต้แบบได้สัดส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
มีข้อเสนอว่าในจุดที่เป็นเขตอธิปไตยของไทยที่ไทยจะลาดตระเวน เรามีสิทธิที่จะเข้าเคลียร์พื้นที่โดยใช้จักรกลหนัก
อย่างไรก็ตามมีความหวาดหวั่นว่าหากเราทำแบบนั้น อาจถูกศัตรูโจมตี ซึ่งก็ต้องบอกว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงเราก็มีสิทธิที่จะป้องกันตัว ไม่ว่าจะด้วยอาวุธแบบไหน

แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่ลืมเงื่อนไข 2 ประการคือ 1.การเคลียร์กับระเบิดต้องทำในเขตอธิปไตยของไทย และ 2.ต้องตอบโต้เพื่อป้องกัน ไม่ใช่การเปิดก่อน
แต่ครั้งนี้ก็เหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา ที่แม้จะจัดการปัญหาชายแดนได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลจัดการไม่ได้เลยก็คือ “ความรู้สึก” ของประชาชน
ปัญหาหลักของรัฐบาลคือ “คิดช้า ทำช้า” หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ตอบสนองต่อความรู้สึกของประชาชนได้ช้า เพราะถึงนาทีนี้ต้องยอมรับว่าการฟ้องนานาชาติ มิได้ทำให้อารมณ์คุกรุ่นดับลงได้
ถ้ารัฐบาลยังนึกไม่ออกว่าการตอบโต้แบบไหน ที่พอจะตอบสนองความรู้สึกได้ก็ให้ย้อนถึงวันที่ทหารของเราโดนกับระเบิดลูกที่สอง ที่รัฐบาลประกาศตัดความสัมพันธ์ เรียกทูตกลับ
นาทีนี้รัฐบาลก็อาจต้องแอ็คชันอะไรในทำนองนั้นให้ประชาชนรู้สึกว่าอุ่นใจ ไม่ใช่ทำใจว่าต้องเห็นทหารบาดเจ็บไปแต่ละวันโดยที่ทำอะไรไม่ได้
รัฐบาลต้องทำอะไรก็ได้ เพื่อกดดันให้ “กัมพูชา” ยอมเข้ามาร่วมในกระบวนการเก็บกวาดทุ่นระเบิดในการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นไปสามสัปดาห์ข้างหน้า
เท่านั้นยังไม่พอรัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องการจัดการความรู้สึกอีกอย่างคือ จู่ๆก็มีข่าวเรื่องการยุบ “ศบ.ทก.” ที่เป็นสัญลักษณ์ของการจัดการปัญหา
เรื่องแบบนี้อาจจะดีกับการแสดงให้กัมพูชาเห็นความจริงใจ ตามที่ “ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี” โฆษกจิตอาสา ของ ศบ.ทก. ระบุ แต่พวกเขาอาจจะลืมอีกมุมเรื่องความมั่นอกมั่นใจของประชาชน จะเสียหายอะไรหากยืดเวลาไปอีกหน่อย หากเชื่อว่าทั้งสองประเทศกำลังดำเนินการไปในกระบวนการที่ถูกต้อง

อีกสิ่งที่รัฐบาลอาจต้องคำนึงให้ดี คืออีกสองสัปดาห์จะมีผลตัดสินในคดีของ “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” ออกมา
ไม่ว่าจะออกไปในทางไหนล้วนมีผลต่ออนาคตทั้งสิ้น ต้องไม่ลืมว่าหลายๆคนรู้สึกไม่ไว้ใจ “นายกฯแพทองธาร ชินวัตร” ต่อสถานการณ์นี้ ดังนั้นหากทิ้งภาระที่หนักอึ้งเอาไว้ แม้เธอจะได้ไปต่อ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินตามแผน
แต่หาก “อุ๊งอิ๊ง” ต้องกลายเป็น “อดีตนายกฯ” เราก็ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่สูญญากาศ ไม่มีรัฐบาลตัวจริงและไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในสภาพแบบนั้นอีกนานเท่าไหร่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการจัดการปัญหาแน่ๆ
คำถามนี้ไม่มีคำตอบ แต่รัฐบาลที่มีนายกรักษาการที่ชื่อ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ต้องให้คำตอบว่าจะบริหารสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ถึงที่สุด ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของ “อุ๊งอิ๊ง” ไม่ใช่เรื่องของทหาร ไม่ใช่เรื่องของ ศบ.ทก. แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน