“น้ำเงิน” ยิ้มร่า! ทั้งเก็บแต้ม โกยคะแนน หลัง “แดง-ส้ม” งัดข้อหนัก    

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

27 กันยายน 2568

“น้ำเงิน” ยิ้มร่า! ทั้งเก็บแต้ม โกยคะแนน หลัง “แดง-ส้ม” งัดข้อหนัก    

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

นาทีนี้คนที่ได้เปรียบทางการเมืองที่สุดคงจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้นอกจาก “พรรคสีน้ำเงิน” อย่าง “ภูมิใจไทย” ที่เดินหน้าโกยทั้งแต้ม เก็บทั้งเสียง ขณะที่คู่แข่งกลับงัดข้อกัน โดยลืมว่าสถานะที่แท้จริงคืออะไร 

เราต้องทำความเข้าใจว่า ต่อให้ “ภูมิใจไทย” ไม่ยุบสภาในอีก 4 เดือนข้างหน้า แต่เวลาที่เหลือก็มีไม่มาก ดังนั้นโหมดเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่ทุกพรรคการเมืองน่าที่จะพุ่งเป้าไปหา 

และพรรคที่ตั้งตัวติดและอาศัยสถานการณ์เพื่อเดินเกมชิงความได้เปรียบมากที่สุดก็คือ “ภูมิใจไทย” 

หากจำได้ก่อนวันที่ฟ้าจะเปลี่ยนสี  รัฐบาลจะเปลี่ยนข้าง คู่กัดที่ฟัดกันหนักหน่วงคือ “สีแดง” และ “สีน้ำเงิน” ขณะที่ “สีส้ม” เก็บแต้มกินไปเรื่อย ๆ ชนิดที่ใครก็คิดว่าหลังเลือกตั้งนอนมาแน่ ๆ 

แต่เมื่อการเมืองมาถึง “จุดเปลี่ยน” วันนี้ “ส้ม” อาจจะไม่สามารถคงสถานะเช่นว่าได้อีกต่อไป เมื่อตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมแห่งอำนาจ  

แม้จะบอกว่าไม่ร่วมรัฐบาล ด้วยการประกาศจุดยืนชัดเจนแต่ก็ทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะอิหลักอิเหลื่อไม่น้อย จะค้านก็ไม่ได้ จะหนุนก็ไม่เชิง 

ก่อนอื่นมาดูที่เกมใหญ่สำหรับการเลือกตั้งรอบหน้า ชัดว่าครั้งหน้าก็จะแบ่งเป็นสองขั้วหลักคือ “ขั้วอนุรักษ์นิยม”  กับ “ขั้วตรงข้าม” ที่เคยถูกเรียกว่า “ขั้วก้าวหน้า”  แต่วันเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้บางพรรคมิอาจเรียกตัวเองว่า “ก้าวหน้า” ได้อีกต่อไป 

การเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้ว ก็แบ่งเป็นสองขั้วเช่นกัน “ขั้วก้าวหน้า” เดิม จะมีสองพรรคที่แย่งชิงฐานเสียงก็คือ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคก้าวไกล” ส่วน “ขั้วอนุรักษ์นิยม” แตกออกเป็นหลายพรรค และต่างคนต่างพยายามแสดงจุดยืนว่าเป็น “อนุรักษ์นิยมจ๋า”  ท่ามกลางความเบื่อหน่ายในตัว “รัฐบาลประยุทธ์” 

ตอนนั้นขั้นอนุรักษ์นิยมประกอบด้วย “รวมไทยสร้างชาติ” “พลังประชารัฐ” “ประชาธิปัตย์” “ภูมิใจไทย” เมื่อเสียงสนับสนุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มาบวกกับการมีพรรคจำนวนมาก สุดท้ายที่เราเห็นคือพ่าย “ขั้วก้าวหน้า” แบบยับเยิน มีเพียง “ภูมิใจไทย” ที่ยึดฐานเสียงเอาไว้ได้เป็นพรรคกลางใหญ่ นั่นเพราะไม่ได้เล่นกับกระแส แต่เล่นกับการเมืองแบบ “บ้านใหญ่”  

แต่มาครั้งนี้ “ขั้วก้าวหน้าเดิม” เริ่มแสดงให้เห็นความไม่มั่นคงโดยเฉพาะเรื่องจุดยืนและกระแส  ทำให้ความนิยมเริ่มตกต่ำ  

ขณะที่ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ก็บอกกันตรง ๆ ว่า ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ  

เลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เหลือ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” และ “พรรคพลังประชารัฐ” แม้ใครหลายคนจะปฏิเสธ แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือสองพรรคนี้ยึดโยงโดยพี่น้อง “2 ป.” “ประยุทธ์ – ประวิตร”  ที่วันนี้แม้จะมีบทบาทอื่น แต่ก็น่าจะปิดฉากการเมืองลงแล้ว ทำให้ สส. สองพรรคนี้ ไหลมารวมที่ “ภูมิใจไทย” ที่ตอนนี้เปี่ยมทั้งอำนาจบารมี 

เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ ที่ตอนนี้ก็แตกสลาย ฟากหนึ่งจะไป “ภูมิใจไทย” อีกฟากจะไป “กล้าธรรม”  ดังนั้นต่อให้พรรคนี้คืนชีพ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่ก็อาจทำไม่ได้ดีไปกว่าพรรคกลางขนาดเล็ก หรือพรรคเล็กขนาดใหญ่ 

ทำให้ตัวหลักของ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” จะเหลือเพียงตัวเลือกเดียวคือ “ภูมิใจไทย” และแปลว่าทุกฐานเสียงของขั้วนี้จะพุ่งเป้าเข้าสู่ “พรรคสีน้ำเงิน”  

กลับมาที่ “ขั้วก้าวหน้าเดิม”  นาทีนี้สองพรรคเปิดศึกกันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ  “เพื่อไทย” หมดหน้าเล่น “นายใหญ่” ติดคุก ตัวเองกระเด็นออกจากการเป็นแกนนำรัฐบาล  และพวกเขาก็รู้ดีว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ดึงเสียงจากฝั่งตรงข้ามมาไม่ได้ ปฏิบัติการทุกอย่างจึงเน้นไปที่การโจมตี “พรรคส้ม”  

โดยไม่สนว่าคนที่มีอำนาจตัวจริงในวันนี้คือ “พรรคน้ำเงิน” ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็จะพุ่งเป้าไปที่ “พรรคส้ม” โดยใช้ยุทธศาสตร์เพื่อดิสเครดิตจากข้อกล่าวหา “อุ้มสีน้ำเงิน”  

จะสังเกตได้ว่าแทนที่จะกล่าวหาว่า “สีน้ำเงิน” ไม่ดีอย่างไร แต่พวกเขาจะบอกว่า “สีส้ม” ผิดเพราะไปอุ้มสีน้ำเงิน 

ขณะที่ “พรรคส้ม” เองก็มะงุมมะงาหรากับการตอบโต้ และอาจจะเริ่มรู้สึกว่า การเป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจ” มันดีอย่างไร 

เอาเป็นว่าไม่กี่เดือนที่ทำ MOA กับภูมิใจไทย พวกเขาเดินหน้ากฎหมายที่เคยถูกยับยั้งไปได้เรื่อยๆ   

และด้วยสถานะ “ค้านก็ไม่ใช่รัฐบาลก็ไม่เชิง” ทำให้พวกเขาต้อง “อุ้ม” น้ำเงินต่อไปเรื่อยๆ โดยบอกว่าเพื่อรอวัน “ยุบสภา” และหาก “สีน้ำเงิน” ไม่ทำตามค่อยจัดการ 

แต่อาจลืมไปว่าการ “อุ้ม” ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ข้อจำกัด “ อย่างกรณีล่าสุด “ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด” จริงอยู่ที่เป็นร่างที่เสนอโดย “เพื่อไทย” แต่ตามหลักแล้วการรักษาองค์ประชุมเป็นเรื่องของรัฐบาล  

ดังนั้นเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ แทนที่ “พรรคประชาชน” จะไปเรียกร้องกับ “ภูมิใจไทย” แต่กลับมาโจมตี “เพื่อไทย” ว่าทำไมไม่มาโหวตร่างกฎหมายของตัวเอง  

การที่ “เพื่อไทย” ไม่มาโหวตร่างกฎหมายดีๆ ของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ย่ำแย่พอที่จะถูกหยิบยกมาตำหนิ แต่การไม่พุ่งเป้าไปที่พรรครัฐบาล ในการรักษาองค์ประชุมต่างหากที่ทำให้กรณีนี้บิดเบี้ยวไป 

และนี่เองที่จะทำให้ผู้สนับสนุนหลายคนน่าที่จะเริ่มมองด้วยสายตาแปลกๆ 

ขณะที่กองเชียร์ “เพื่อไทย” เองก็ถอยห่างจากพรรค พอๆ กับที่พรรคถอยห่างออกจากอุดมการณ์และมีพฤติกรรมแปลก 

ยิ่งถอยมาดูสองด้าน “ซ้าย” กับ “ขวา” จะเห็นว่าฝั่งหนึ่งเดินหน้าทั้งเก็บและโกยโดยที่ไม่มีใครมาดึงรั้ง ขณะที่อีกข้างกลับขัดแข้งขัดขากันเอง  

หากยังไม่ได้สติทั้งคู่บอกเลยว่า รัฐบาลหน้า นายกฯ คนปัจจุบัน อาจกลับมาและอยู่แบบยาวๆโดยไม่ต้องจำกัดเวลาตัวเองแค่สี่เดือน