ถึงเวลาหรือยัง? กฎหมายจัดการเงินวัด เพื่อส่งเสริม “พระศาสนา”
ทีมออนไลน์
11 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
สมัยที่ผู้เขียนยังทำงานข่าวสายการเมืองใหม่ๆ ได้รับการสั่งสอนจากพี่ๆ หัวหน้าว่า “ทุกอย่างจะจบที่การเมือง และแก้ปัญหาด้วยการเมือง”
ซึ่งผ่านมาหลายปี ทุกอย่างก็พิสูจน์ทราบว่า “การเมือง” คือปลายทางของปัญหา จะแก้ได้ไม่ได้ก็อยู่ที่การเมือง
ทั้งสังคม ทั้งอาชญากรรม ทั้งเศรษฐกิจ หากการเมืองเอาด้วยทุกอย่างก็จะแก้ได้ แต่ถ้าการเมืองหลับตาข้างหนึ่ง หรือไม่สนใจ แม้ปัญหานั้นจะไม่ได้รับความสนใจจากสังคมแล้ว แต่ก็จะยังไม่หายไปไหนและรอวันปะทุอีกครั้ง
เรื่องของ “ศาสนา” ก็เช่นกัน ที่ตอนนี้ถูกตั้งคำถามว่า เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ในวันที่ความเชื่อมั่นเสื่อมถอยจากความประพฤติของ “พระสงฆ์”
หากจำกันได้ ก่อนเหตุการณ์ปะทะ “ไทย – กัมพูชา” สังคมบ้านเราตั้งคำถามถึงวงการศาสนาเพราะเกิดเคสที่น่าสนใจถึงสามกรณีใหญ่ ติดกัน
กรณีแรกคือ “สมีแย้ม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง กับ “สีกาเก็น” ที่โอนเงินวัดออกไปปรนเปรอสีกาเหยียบหลักพันล้าน โดยอาศัยความเป็นเจ้าอาวาสที่สามารถบริหารจัดการเงินวัด โอน ถ่าย โยกย้ายได้ตามประสงค์
กรณีต่อมาคือ “สีกากอล์ฟ” พฤติกรรมชัดว่าเธอจงใจ “จับพระ” เพราะพระมีเงิน และสามารถเรียกเอาเงินได้ตลอดเวลา
และแน่นอนว่ามี “อดีตพระ” บางรูปเอาเงินวัดโอนให้ แต่อีกจำนวนมากก็เอาเงินที่เรียกว่า “เงินส่วนตัว” ไปเปย์สีกา จนคนตั้งคำถามง่ายๆว่า เป็นพระเอาเงินมาจากไหนมากมาย

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “เจ้าอาวาสวัดม่วง” ที่ทำทีเป็นอ้างว่ามีเงินหาย 10 ล้าน และทองคำหาย 250 บาท แต่ที่สุดก็ยอมรับว่าเอาทองไปขาย ซึ่งก็อ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช่เงินวัด เล่นเอาหลายคนตกอกตกใจว่า นี่ “นักธรรม” หรือ “นักลงทุน”
และหลังเหตุการณ์กัมพูชา ก็มีเหตุการณ์ “หมอบี” กับ “วัดพระบาทน้ำพุ” แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่า “หลวงพ่ออลงกต” เกี่ยวพันกับการหักหัวคิวเงินบริจาคของ “หมอบี” หรือไม่
แต่คำให้สัมภาษณ์ของ “หมอบี” ก็สร้างความกังขาให้สังคมไม่น้อย เพราะบอกว่า เปิดบัญชีทำบุญให้ “หลวงพ่อ” ไม่ใช่ให้วัด ทั้งที่เวลาขอบริจาคมีการเอ่ยถึงชื่อวัด
คำถามใหญ่ของทั้งสี่กรณีที่เกิดติดกันคือ กิเลศที่ยั่วยวนพระที่สุดคือเงิน แต่พระก็จำเป็นต้องถือเงิน และเอาเข้าจริงๆระบบการจัดการเงินวัดทั้งหมด อาศัยเรื่องความเชื่อใจ “พระ” โดยเฉพาะเจ้าอาวาส ที่สามารถควบคุมบริหารการเงิน
เราไม่ได้มองว่าพระทั้งหมดไม่ดี แต่เงินคือ “มาร” ตัวใหญ่ที่ชักจูงศิษย์ของพระตถาคต ให้ถอยห่างออกจากคำสอนและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง
พระจำนวนมาก เป็นพระที่ดี แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า พระจำนวนมากไม่รู้เรื่องการบริหารจัดการเงิน เพราะสิ่งที่ท่านเรียนรู้คือ “หลักธรรม” ไม่ใช่การจัดทำบัญชี ทำให้ครั้งแล้วครั้งเล่าเกิดปัญหาขึ้น
นอกจากนี้การจัดสรรที่ไม่แยกให้ชัดว่า “พระสงฆ์” ควรมีทรัพย์สินได้มากในระดับไหน เงินหรือทรัพย์สินที่ญาติโยมถวายควรเป็นของส่วนตัว หรือควรเป็นของพระศาสนา
เมื่อแยกไม่ออก หลายคนที่เคยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อเจอสิ่งชักจูงก็หันกลับมาเป็นนักสะสม พร้อมที่จะ “ปฏิบัติไม่ดี ปฏิบัติไม่ชอบ” เพราะมองว่าถ้าสึกไป ของพวกนี้ก็ยังเป็นของตัวเอง อยู่สบายไปตลอดชีวิต
สังคมไทยที่ประกาศตัวว่า เป็นสังคม “พุทธ” จะแก้ปัญหานี้อย่างไร
แน่นอนว่ามีเสียงเรียกร้องให้กำหนดกติกาใหม่ เรื่องทรัพย์สินวัดว่าควรจัดการอย่างไร มีระบบตรวจสอบอย่างไร
ซึ่งกติกาเช่นว่าจะไม่สามารถกำหนดได้เลย หากไม่ได้ออกเป็น “กฎหมาย” และนี่คือจุดที่การเมืองจะเข้ามายุ่งเกี่ยวในฐานะปลายทาง

แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดกรณีกับ “พระสงฆ์” อย่างไร แก่นของปัญหาอย่างเรื่องการจัดการเงินกลับถูกมองข้าม และทิ้งปัญหาให้คงอยู่ รวมถึงแม้จะมีคนเสนอกฎหมายเรื่องนี้แต่ก็ถูกละเลย และปล่อยให้การจัดการทรัพย์สินของวัดเป็นภาระของพระ และกำหนดให้ท่านมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน หากผิดพลาดก็มีโทษ แต่กลับไม่สร้างตัวช่วยที่บรรเทาภาระ และส่งเสริมให้ “พระสงฆ์” มุ่งหน้าสู่ทางธรรม ในฐานะของนักบวชผู้ซึ่งสละสิ้นทางโลก
เราจึงควรเรียกร้องให้ “ฝ่ายการเมือง” หันมาสนใจปัญหานี้ และช่วยกันเขียน “กฎหมาย” ที่ไม่ใช่แค่เอาผิด แต่เป็นกฎหมายที่มีนัยยะในการ “ส่งเสริมพระศาสนา” อย่างแท้จริง