สภาฯ ล้มเหลว เมื่อเกมการเมืองล่มประชุมสภาฯ
ทีมออนไลน์
22 สิงหาคม 2568

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ
แม้การเมืองในภาคบริหารจะยังต้องลุ้นว่า “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” จะผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญไปได้หรือไม่ หรือ “ส.ท.ร.” ทักษิณ ชินวัตร จะผ่านด่านศาลยุติธรรมในสองคดีหรือไม่
แต่การเมืองในอีกภาค ที่ตอนนี้แม้จะยังไม่รู้ว่าฝ่ายบริหารเป็นอย่างไร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ สส. ฝ่ายรัฐบาลเรียกว่าแทบจะทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว
ต้องไม่ลืมว่าการเมืองไทยนั้นเป็นระบอบ “รัฐสภา” ดังนั้นหากสภาฯทำงานไม่ได้ นั่นก็เท่ากับระบอบปกติเกิดความล้มเหลว และคำถามตัวใหญ่ที่ตามมาคือ คนที่เกี่ยวข้องจะจัดการอย่างไร
สภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้บอกได้ว่าความน่ากลัวพอๆกับการออกกฎหมายที่น่าสงสัยหรือไม่เป็นธรรม เพราะกลายเป็นว่ามีสภาก็เหมือนไม่มี ล่มลงครั้งแล้วครั้งเล่า
แน่นอนว่าความรับผิดชอบย่อมหนีไม่พ้น “ฝ่ายรัฐบาล” เหมือนที่ “พรรคเพื่อไทย” ในอดีตเคยพูดเอาไว้ แต่สมัยนี้กลับกลายเป็นตัวเองที่ต้องกลืนเลือดและทำไม่ต่างจากครั้งนั้น
พูดกันแบบไม่อ้อมค้อม หากนับแต่ปรับ ครม. “อุ๊งอิ๊ง ½” ผลักภูมิใจไทยให้ไปเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลก็ไม่สามารถรักษาองค์ประชุมในยามที่ต้องการได้อีกเลย
เพราะถึงแม้จะไม่ล่มเพราะ “องค์ไม่ครบ” แต่นั่นก็เป็นเพราะชิงปิดประชุมก่อนในทุกครั้ง ชนิดที่ใครก็รู้ว่า “นับไปก็ขายขี้หน้าเขาเปล่าๆ”
จากวันปรับ ครม. ประธานสภาชิงปิดประชุมไปแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน โดย 4 ครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์ประชุมล้วนๆ ส่วนอีกหนึ่งครั้งเป็นเรื่องของวาระทางการเมือง

ครั้งแรก วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เกิดขึ้นทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภา หลังปรับ ครม. เหมือนเป็นการลองของเมื่อมีการตั้งกระทู้ถามสด และมีการอ่านพระราชโองการเปิดสมัยประชุม พร้อมพระราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ขณะที่เข้าสู่วาระ รับรองรายงานการประชุม และ รับทราบรายงานของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีการเสนอให้นับองค์ประชุม แต่จู่ๆ ประธานก็สั่งปิดประชุมก่อนนับ
ครั้งที่ 2 วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 หรือเพียงสัปดาห์ถัดมา ช่วงการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน รวมกับอีกหลายฉบับ แม้มีการอภิปรายต่อเนื่องเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่ได้ลงมติ จนเมื่อมีผู้เสนอให้นับองค์ประชุม ประธานในที่ประชุมก็สั่งปิดประชุม ระหว่าง การพิจารณารับทราบรายงานทางการเงินและการประเมินผลการใช้จ่ายของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สส. พรรคประชาชนลุกขึ้นเสนอให้นับองค์ประชุม เพราะเห็นห้องประชุมบางตา และที่สุดประธาฯ ก็สั่งปิดประชุมอีกครั้ง
ครั้งที่ 4 วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ระหว่างการการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ขนส่งทางราง ก็มีผู้เสนอให้มีผู้นับองค์ประชุมด้วยเหตุผลว่ามีสมาชิกบางตา แน่นอน ยังไม่ทันนับองค์ฯ ประธานฯ ก็ขอปิดประชุมอีกครั้ง
และครั้งที่ 5 เมื่อวานนี้วันที่ 21 สิงหาคม ระหว่างที่กำลังจะพิจารณาญัตติด่วนเรื่องยกเลิก MOU 43 -44 ที่เกี่ยวเนื่องความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา
จู่ๆ “ประธานฯ” ก็สั่งปิดการประชุมกะทันหัน แม้ไม่มีเรื่ององค์ประชุม โดยถูกมองว่าเป็นการเลี่ยงการพิจารณาญัตติที่กำลังจะถึง ซึ่งเป็นอีกครั้งที่สภาประชุมต่อไม่ได้
หากไม่นับรอบล่าสุด ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะเสียงปริ่มน้ำ คือรัฐบาลมี 256 เสียง ส่วน ฝ่ายค้านมี 239 เสียง ห่างกัน 17 เสียง
แต่ถ้านับจริงๆเกินกึ่งหนึ่งมาแค่ 8 เสียงเท่านั้น เพราะตอนนี้สภาฯ มี 495 คน
ในยามปกติการคุมเสียงขนาดนี้ยังเป็นไปได้ยาก แต่ในยามที่พูดตรงๆก็คือรัฐบาลระส่ำระสาย หลายคนตั้งคำถามว่า จะไปต่อได้กี่น้ำ ทำให้ไม่มีคนที่เชื่อมั่นในการควบคุมเสียงสภา ซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลว แถมล่าสุดรัฐบาลก็ยังเอาเกมการเมืองมาล่มสภาฯอีก ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นในสถาบันนิติบัญญัติยิ่งย่ำแย่
คำถามคือ แม้ “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” จะได้ไปต่อ เธอจะคุมเสียงในสภาไปได้อีกแค่ไหน หรือก็จะปล่อยให้ล่มไปทุกสัปดาห์ ล่มจนคนนับองค์ประชุมเริ่มอายเอง เพราะงานสภาจะไม่เดินหน้าเอา
แต่หาก “นายกฯอุ๊งอิ๊ง” ไม่ได้ไปต่อ ก็ต้องมาดูกันว่าสภาพ “สลับไพ่ใหม่” จะทำให้รัฐบาลคุมเสียงได้มากขึ้นหรือไม่ เพราะหากจับมือตั้งรัฐบาล แต่เสียงยังอยู่ประมาณนี้ นับองค์ประชุมกี่ครั้ง ก็จะต้องชิงปิดประชุมทุกครั้ง
แต่คำถามที่น่าถามคือ เมื่องานหลัก สส. คือการประชุม พวกท่านหายไปไหน โดยเฉพาะหากดูสถิติจะพบว่าบ่ายวันพฤหัสบดี หรือ วันก่อนวันหยุด ท่านผู้ทรงเกียรติหลายคนทำไมเลือกจะไม่อยู่ประชุมแต่เลือกที่จะกลับบ้าน
หากอ้างว่ามีภารกิจก็อยากถามว่าจะมีภารกิจไหนที่ใหญ่กว่าภารกิจประชุมสภา ไม่ใช่ว่าขาดประชุมไม่ได้ แต่ที่ขาดๆกันอยู่มองยังไงก็เหมือนเห็นสภาเป็นงานอดิเรกและเป็นเพียงเกมเกมหนึ่งที่เลือกจะเล่นหรือไม่ก็เท่านั้น