ไม่ใช่แค่ขี่กระแส ระวัง! ชนะศึกแต่แพ้สงคราม

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

15 พฤศจิกายน 2568

ไม่ใช่แค่ขี่กระแส ระวัง! ชนะศึกแต่แพ้สงคราม

คอลัมน์ : ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

“ความขัดแย้งทางการทหาร จะจบด้วยการทูตเสมอ”  การใช้กำลังตอบโต้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และประวัติศาสตร์โลกก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า การจะสงบศึกมีแต่ต้องใช้วิธีทาการทูต และยิ่งหวังความได้เปรียบในปลายทางยิ่งต้องละเอียดทุกอย่างก้าว

คงไม่มีใครว่าที่รัฐบาลจะแสดงเจตนารมณ์ที่จะปกป้องอธิปไตย หรือ สวัสดิภาพของคนในชาติ แต่หากทำได้เพียงเท่านั้น เราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลก็ได้

ความมีอยู่ของรัฐบาลคือการเป็นผู้บริหารสูงสุดที่มองเห็นทั้งภาพรวมของสนาม และจัดการสถานการณ์ตามความเหมาะสม

พลันที่เสียงระเบิดดังขึ้นและทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด เราเห็นเพียงการจัดการด้วยอารมณ์ เช่นประกาศระงับสัญญาสันติภาพ เราเห็นแค่คำที่บอกว่า ไม่สนเรื่องมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ

เหมือนจะได้ใจคนทั่วไป แต่คำถามคือท่าทีเช่นนี้ดีกับประเทศไทยจริงหรือ และเราไม่มีวิธีที่ตอบโต้ที่ดีกว่านี้หรือ

ที่สำคัญเรากำลังตอบโต้เกินความจำเป็นที่เรียกว่าโอเวอร์รีแอคหรือไม่

ก่อนอื่นเราต้องจำให้ได้ว่า รัฐบาลเคยพูดถึงข้อดีของ “ปฏิญญาสันติภาพ” ไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งการระงับลงทำให้การปฏิบัติตามทั้งหมดต้องยุติลง อย่างน้อยสิ่งที่จะสะดุดหยุดลงทันทีคือการค่อยๆถอนกำลังทั้งใหญ่และน้อยที่ตั้งด้านหน้า  และเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

หากเรามั่นใจว่า “กัมพูชา” ละเมิดปฏิญญาฯ  การกดดันให้นานาชาติจัดการให้ “กัมพูชา” ทำตามปฏิญญาต่างหากจึงจะเป็นเรื่องที่สมควร

ที่สำคัญก่อนที่เราจะแข็งกร้าว เราได้บอกคนอื่นอย่างเป็นทางการหรือยังว่าเรากำลังเจอกับอะไร!!

ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป เราจะพบว่าที่ผ่านมาโลกภายนอกไม่ได้มองแบบที่เราเห็น ไม่เช่นนั้นเราคงเห็นมาตรการกดดันจากโลกพุ่งไปสู่กัมพูชา

เรากำลังคิดตามที่ถูกให้ข้อมูลว่านี่คือความชอบธรรม เรากำลังถูกกระทำ และกัมพูชาเป็นฝ่ายกระทำ

ข้อเท็จจริงอาจไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นแบบไหน แต่ที่แน่ๆ สายตาที่อยู่นอกบ้านของเรามองไม่เหมือนเราแน่ๆ

แปลง่ายๆว่า สิ่งที่เป็นไม่ได้อยู่กับที่ว่าเราเห็นอะไร แต่ “โลกเห็นอะไร” มากกว่า และหากโลกเห็นไม่เหมือนเรา เมื่อนั้นแรงกดดันจะอยู่ฝั่งเรา

เอาง่ายๆตอนนี้ที่โลกเห็นคือ อยู่ๆ ไทยก็ประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพ และจู่ๆ ก็เกิดสถานการณ์ยิงกันที่ “เปรยจัน” อีกฝั่งของ “บ้านหนองจาน”

แม้ยังบอกไม่ได้ว่ามีคนตายจริงไหม เจ็บแค่ไหน สร้างฉากหรือไม่ แต่ที่โลกเห็นและทหารไทยก็ยืนยันด้วยตัวเองคือ เรายิงไปในฝั่งที่มีคนที่ไม่ใช่ทหารอยู่ และแน่นอน “กัมพูชา” ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ลอยไป ถือโอกาสฟ้องโลกว่าไทยทำอะไร และน่ากลัวว่าในสถานการณ์นี้เราจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

นี่คือผลของการที่ “รัฐบาล” เลือกเล่นเกมหุนหันพลันแล่น เดินตามกระแส

เท่านั้นยังไม่พอการที่ประกาศไม่สนใจมาตรการทางภาษีกับสหรัฐฯ อาจจะได้ใจบางคน แต่นี่เป็นการประกาศผลักมิตรเป็นศัตรูหรือไม่ และแน่ใจหรือว่าเราไม่สนใจจริงๆ และเราจะเอาเรื่องนี้มาผูกกับทุกเรื่องจริงๆหรือ

และล่าสุดก็ชัดเจนว่า สหรัฐฯ เอาอย่างไรกับเรื่องนี้ โดยประกาศระงับการเจรจาเรื่องภาษีกับไทย จนกว่าไทยจะกลับเข้าสู่ปฏิญญาสันติภาพ

นี่ยิ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า โลกกำลังคิดอย่างไรกับเรา และเราอ่อนด้อยด้านการทูตขนาดไหน ซึ่งลำพังการโหนกระแสสงครามในประเทศมิอาจช่วยอะไรเรื่องนี้ได้

การแก้เกมต่างประเทศ แก้เกมสถานการณ์ ชิงความได้เปรียบในทุกสมรภูมิจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่มีวุฒิภาวะควรทำ และถึงเวลาที่รัฐบาลอาจต้องคำถามจริงๆว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลิกให้ทหารนำในเกมนี้

ไม่ใช่ว่าทหารทำไม่ดี แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีหน้าที่ต้องบัญชาเกมทั้งกระดาน  แต่ที่ผ่านมาเหมือนกับให้อำนาจคนที่มีภาระกิจเฉพาะด้านเดินเกมอยู่ภายในมิติเดียว

สำนวนที่ว่า “ชนะศึกแต่แพ้สงคราม” ยังใช้การได้ดีเสมอ และอย่าทำให้ชีวิตของทหารที่เสียไปต้องเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะการเดินเกมที่ไม่มีวุฒิภาวะ