จับตาเลือกตั้ง 2569 เปิดสถิติเลือกตั้ง หน้าเก่า-หน้าใหม่ ใครมีโอกาสเข้าสภา? 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

30 มกราคม 2569

จับตาเลือกตั้ง 2569 เปิดสถิติเลือกตั้ง หน้าเก่า-หน้าใหม่ ใครมีโอกาสเข้าสภา? 

อ่านสถิติเลือกตั้ง “หน้าเก่า” หรือ “หน้าใหม่” ใครมีโอกาสเข้าสภา  

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

การเลือกตั้งครั้งนี้หลายคนชี้เป้าและเชื่อมั่นในความเป็นบ้านใหญ่ และ สส. เก่าของพื้นที่ ว่าจะเป็นตัวแปรให้พรรคที่มีเจ้าของพื้นที่มากกลายมาเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  

แต่เราลองมาดูกันความความเป็น แชมป์เก่า เจ้าของพื้นที่จะการันตีความสำเร็จได้ขนาดไหน? 

จากการเก็บสถิติพบว่าเรื่องนี้ทั้งจริงและไม่จริง แต่หากดูระยะหลังๆ เราอาจจะได้คำตอบว่าความเชื่อนี้จริงเพียงไหน และบริบทในแต่ละช่วงทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร 

เลือกตั้งปี 2539 สส. เก่าพาเหรดเข้าสภา 

เราจะเริ่มจากการย้อนไปดูเมื่อการเลือกตั้งปี 2539 ภายหลังการยุบสภาของ “นายบรรหาร ศิลปอาชา” และเป็นช่วงก่อนที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปจะถูกบังคับใช้ 

ครั้งนั้นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลคือ “พรรคความหวังใหม่” ภายใต้การนำของ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” และมีแม่บ้านพรรคที่ชื่อ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ได้ฉายาว่า “นักปั้นนายกฯ”  

การเลือกตั้งครั้งนั้น มี สส. เก่าที่ได้กลับเข้าสภา 267 คนคิดเป็น  67.94%  และมี สส. หน้าใหม่ที่เข้าสู่สภาครั้งแรก 126 คน หรือคิดเป็น 32.06%  

เรียกว่าสัดส่วน สส. เก่าที่ได้กลับเข้ามามีถึง 2 ใน 3 และ มีเพียง 1 ใน 3 ที่เป็น สส.ใหม่  

เลือกตั้ง 2544 “ทักษิณ” ผู้พลิกการเมืองไทย 

หลังจากรัฐธรรมนูญ 2540 บังคับใช้ มีพรรคใหม่เกิดขึ้นชื่อว่า “ไทยรักไทย” ภายใต้การนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ภายใต้สโลแกน “คิดใหม่ทำใหม่” 

การเลือกตั้งเปลี่ยนจากผู้มีสิทธิ 1 คนเลือกผู้สมัคร 3 คน หรือเรียกว่าเลือกแบบพวง มาสู่เขตเดียวเบอร์เดียว และมี สส. ปาร์ตี้ลิสต์ การแข่งขันในเขตคราวนี้มีแต่คำว่า “ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว” 

ครั้งนั้นแบบที่ไม่มีใครคาดคิด “ทักษิณ” ใช้นโยบายนำตัวบุคคล ขายนโยบายสุดเหลือเชื่ออย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” “ กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท” 

ผลการเลือกตั้งออกมา สส. หน้าเก่ากลายเป็น สต. สอบตกกันระนาว สส. หน้าใหม่จากพรรคใหม่ พาเหรดเข้าสภา  

สส. หน้าเก่า กลับเข้าสภาแค่ 245 คน คิดเป็นเปอร์เซนต์ได้ 49.00% ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ สส. หน้าใหม่เข้าสภาครั้งแรกมากถึง 255 คน ครองสัดส่วนเกินครึ่ง  


เลือกตั้ง 2548  “เพื่อไทย” ครองสภา 

หลังเลือกตั้งสมัยแรก “เพื่อไทย” กุมอำนาจการเมืองไทยเบ็ดเสร็จ พรรคใหญ่น้อยถูกทยอยควบรวม ขณะที่ระบบราชการอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคการเมืองแห่งนี้ 

แม้พวกเขาก็ต้องเริ่มเผชิญกับกับ “ม็อบพันธมิตร”  แต่นาทีนั้น “ไทยรักไทย” เห็นแต่ความสวยงาม กวาด สส. ถล่มทลาย 377 ที่นั่ง 

และคราวนี้ สส. หน้าเก่าครองสภาแบบเด็ดขาด เพราะมี สส. เก่า กลับมา 362 คน คิดเป็น  72.40% ขณะที่ สส. หน้าใหม่แทบจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ 138 คน หรือ 27.60% เท่านั้น 

แต่เมฆหมอกการเมืองก็เข้าปกคลุมพวกเขาอยู่ได้เพียงปีเดียว และยุบสภา หวังจะให้เกิดการเลือกตั้งปี 2549 แต่ก็ถูกบอยคอต และศาลก็สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก่อนจะถูกรัฐประหารในเวลาต่อมา  

เลือกตั้ง 2550 เลือกตั้งใต้กติกาใหม่ 

หลังการรัฐประหารมีการเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ปรับการเลือกตั้งให้เป็นแบบยกพวงเหมือนเดิม 

แม้จะอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เอื้อ แต่ประชาชนก็ยังรักและชื่นชอบ “ทักษิณ” แม้คราวนี้จะมาในนามพรรค “พลังประชาชน”  แต่ก็ไม่ทำให้ความนิยมลดลง 

พวกเขาชนะเลือกตั้งอีกครั้ง  แต่คราวนี้ สส. หน้าใหม่ก็เพิ่มมากขึ้นคือมี 192 คน หรือ 40%  ขณะที่ สส. เก่ามี 288 คนคิดเป็น 60.00% 

แต่กลไกอำนาจก็ไม่ยอมให้ “พลังประชาชน” อยู่ยาว ทั้ง “สมัคร สุนทรเวช – สมชาย วงษ์สวัสดิ์” ต่างก็ถูกกำจัดออกจากการเมือง  และที่สุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ภายใต้การแปรพักตร์ของ “เนวิน ชิดชอบ”  

เลือกตั้ง 2554  “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” 

แม้ “พรรคพลังประชาชน” จะถูกยุบ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ กลับมาใหม่ภายใต้ชื่อ “เพื่อไทย” และเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรด โดยส่ง “ผึ้งนางพญา” อย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ลงสู้ศึก 

ขณะที่ในช่วงรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ก็มีการแก้กติกากลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว และนี่คือกติกาที่ “เพื่อไทย” ถนัดที่สุด 

ครั้งนั้น “เพื่อไทย” กลับมาคว้าเสียงข้างมากพรรคเดียวด้วย 265 เสียง มี  สส. หน้าเก่า 315 คน คิดเป็น 63.00 %  และ สส. หน้าใหม่ 185 คน คิดเป็น  37.00% 

แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย เกิดม็อบกระจายทั่วประเทศ และที่สุดทหารก็รัฐประหารอีกครั้งในปี 2557  

เลือกตั้ง 2562 สูตรพิสดาร แต่ดาวดวงใหม่เริ่มกำเนิด 

หลังการรัฐประหารมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือรัฐธรรมนูญ 2560 และคิดสูตรเลือกตั้งพิสดารที่เรียกว่าสัดส่วนผสม และมี สว. เป็นตัวช่วยเลือกนายกฯ 

คราวนี้แม้ “เพื่อไทย” จะมี สส. เขตมากกว่า แต่รวมแล้วพวกเขาก็สูสีกับพรรคพลังประชารัฐที่เปี่ยมไปด้วยพลังดูด  ดึง สส. ระดับหัวจ่ายไปร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก 

ขณะที่สูตรพิสดาร ทำให้ “เพื่อไทย”เลือกกลวิธี “แตกแบงก์” แบ่งกำลังส่วนหนึ่งออกไปเป็น “พรรคไทยรักษาชาติ”  หวังแชร์คะแนนบัญชีรายชื่อ แต่สุดท้ายเกมพลิก “พรรคไทยรักษาชาติ” โดนยุบ   

แต่ฐานเสียงที่โดนยุบก็ไม่ไปไหน กลับเทไปหาพรรคหน้าใหม่อย่าง “อนาคตใหม่” ที่นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”  

ครั้งนั้นมี สส. หน้าเก่า กลับเข้าสภา 262 คน คิดเป็น 52.40% ขณะที่หน้าใหม่คราวนี้ตบเท้าเข้าสภา 238คน คิดเป็น 47.60% 

และสภาชุดนี้แม้ “พรรคอนาคตใหม่” จะถูกยุบ แต่พวกเขาก็เริ่มสร้างฐานรากของอุดมการณ์ใหม่  

เลือกตั้ง 2566  “ก้าวไกล” ผงาด สส. หน้าใหม่พรึ่บสภา 

การเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้กลับไปใช้กติกาแบบเขตเดียว เบอร์เดียว แม้สูตรปาร์ตี้ลิสต์จะยาก แต่ก็ไม่ได้พิสดารมากนัก  และด้วยบรรยากาศการเมืองขณะนั้นทำให้ “พรรคก้าวไกล” ที่เป็นตัวแทน “พรรคอนาคตใหม่” ปักธงในใจคน เบียดแทรกเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งด้วยเสียงเกิน 140 เสียง  

คราวนี้ สส. หน้าเก่า กลายเป็นส่วนน้อยไปเสียแล้วด้วยอัตราส่วน  196 คน  คิดเป็น 39.20% ขณะที่ สส. ใหม่ครองพื้นทีชัดเจน 304 คน คิดเป็น 60.80% 

นี่คือสถิติในอดีต หากดูเพื่อวิเคราะห์จะพบว่า แม้ในวันที่ระบบทุกอย่างเอื้อ ก็ยังมี สส. หน้าเก่าเข้าสภาได้ 72%  และแปลว่ามีอีก 28% ที่ต้องสอบตก  

ขณะที่ในวันที่ “พรรค” แรงกว่าคนจะเห็นว่า “หน้าใหม่” กลายเป็นเสียงส่วนมาก 

ต้องดูว่าคราวนี้ “หน้าเก่า” หรือ “หน้าใหม่” จะมากกว่ากัน และนี่อาจจะกลายเป็นจุดชี้ขาดการเมืองไทยก็เป็นได้