“คดีชั้น 14” เมื่อศาลเรียกไต่สวนเอง “ทักษิณ” ต้องกลับมาลุ้นบนเส้นด้าย

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

1 พฤษภาคม 2568

“คดีชั้น 14” เมื่อศาลเรียกไต่สวนเอง “ทักษิณ” ต้องกลับมาลุ้นบนเส้นด้าย

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

เหมือนจะแพ้แต่ชนะ นี่คงเป็นความรู้สึกของ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” หลังศาลฎีกานักการเมืองตีตกคำร้องขอไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถูกตัดสินจำคุก ออกจากเรือนจำพิเศษไปรับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล

ที่บอกว่าเหมือนแพ้แต่ชนะเพราะแม้จะตีตก แต่เหตุผลบอกว่าที่ต้องตีตกเพราะ “ชาญชัย” ไม่ใช่คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ทำให้มีคำสั่งที่สองออกตามมาว่า

โดยระบุว่า “อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าอาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงเห็นควรส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ของศาลนี้แล้วให้โจทก์และจำเลยดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้องหรือไม่ อย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่า การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ อย่างไร ตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6 โดยให้โจทก์ จำเลยดังกล่าว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ แจ้งให้ศาลทราบ พร้อมกับแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งศาล”

แปลง่ายๆ ว่าเรื่องนี้ศาลเห็นว่าอาจมีการทำขัดคำสั่งให้ “จำคุก” ศาลจึงไต่สวนเอง และสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงไม่ว่าจะเป็น โจทก์ จำเลย ผบ.เรือนจำ อธิบดีราชทัณฑ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ

ก่อนจะมาอ่านนัยยะของคำสั่งศาล เราต้องดูคนที่ยื่นเรื่องนี้ต่อศาลเสียก่อน  “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” เป็นอดีต สส. ประชาธิปัตย์ ไม้เบื่อไม้เมากับ “ทักษิณ” แต่คนที่อยู่ข้างๆ อีกสองคนคือ “นิติธร ล้ำเหลือ” หรือ “ทนายนกเขา” เป็นทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปัจจุบันมีบทบาทขับเคลื่อนอยู่กับกลุ่ม คปท. ที่ปักหลักคัดค้านเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ส่วนอีกคนที่ปรากฏคือ “สมชาย แสวงการ” อดีต สนช. อดีต สว. ที่มีบทบาทมาตั้งแต่ก่อนปี 2549 แน่นอนว่าทั้งคู่ยืนอยู่ขั้วตรงข้าม “ทักษิณ” เช่นกัน และมีบทบาทสำคัญในเรื่องกฎหมายมาโดยตลอด

และหากย้อนกลับไปดูคดีนี้ แม้ศาลจะตีตกมาแล้วก่อนหน้านี้สองครั้ง แต่ทั้งหมดยังมีความพยายามที่จะร้องเข้ามาใหม่ แบบไม่ละความพยายามปรับแก้ จนที่สุดก็ประสบความสำเร็จจากคำสั่งที่สองของศาลนี้เอง

คดีชั้น 14 นี้ อยู่ในความสนใจและคลางแคลงใจของหลายคน แต่ทุกคนก็เหมือนจะเดินสู่ทางตันตรงที่เหมือนว่ากระบวนการตรวจสอบอื่น โดยเฉพาะจากองค์กรอิสระที่ดูเหมือนไม่เดินหน้า จนมาครั้งนี้นี่แหละที่เดินหน้าอย่างจริงจังและทำให้ “ทักษิณ” ต้องกลับมาเดินบนเส้นด้ายอีกครั้ง

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ไม่ใช่ว่าทุกศาลจะมีคำสั่งเช่นนี้ได้ เพราะตามปกติแล้วศาลของไทย จะเป็นระบบกล่าวหา ต้องมีผู้ร้อง และ ผู้ถูกร้อง ซึ่งศาลจะตัดสินไปตามคำร้องและคำแก้ต่างเท่านั้น

แต่จะมีบางศาลที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นศาลในระบบไต่สวน ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” ที่ศาลมีอำนาจลงสืบคดีหรือเรียกพยานหลักฐานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งศาลไทยที่มีลักษณะแบบนี้ก็เช่น “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

อย่างไรก็ตาม หากตีความตามตัวบทแบบเป๊ะๆ เรื่องนี้ก็ไม่อาจอยู่ในอำนาจที่ศาลจะสั่งเองแต่ต้น เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะดูว่าการกระทำผิดหรือไม่ เพราะหากไม่ถูกต้องคนที่เกี่ยวข้องก็คือข้าราชการที่ไม่ทำตามหน้าที่ ซึ่งหากศาลจะรับเรื่องนี้ไว้ก็ต้องผ่าน ป.ป.ช.

แต่ศาลอาจเห็นว่า ป.ป.ช. เองก็เหมือนยืนงงในดงอะไรก็ไม่รู้ จึงมองว่าตัวเองมีอำนาจไต่สวน และอาจมองด้วยว่าตัวเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้ออกคำสั่งให้จำคุกจึงต้องไต่สวนเรื่องนี้

ผลจากคำสั่งศาลจะเป็นอย่างไร ถึงนาทีนี้เราไม่อาจทราบได้ว่าศาลจะออกมาทางไหน แต่เราขอมองเป็นสองรูปแบบ รูปแบบแรกหลังการไต่สวน ศาลอาจจะมองว่าไม่มีความผิด หากเป็นเช่นนี้บอกเลยว่า “ทักษิณ” จะเหมือนติดปีก เพราะมีศาลฎีกามารับรองการกระทำของเขา และจากนี้ก็ไม่น่าจะมีใครดำเนินการเรื่องนี้ต่อได้

นี่คือรูปแบบที่ “เป็นคุณ” แต่แน่นอนว่าจะมีอีกรูปแบบที่ “ไม่เป็นคุณ” และจะส่งผลถึงคดีอื่นในอนาคตอีกด้วย

หากออกรูปแบบที่สองศาลตัดสินว่าผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่า “ทักษิณ” อาจต้องกลับเข้าเรือนจำ เพื่อรับโทษตามที่ศาลเคยพิพากษาเอาไว้ และต่อให้ไม่ต้องกลับเข้ารับโทษ อย่าลืมว่าในวันนี้ “ทักษิณ” ไม่ใช่คนไม่มีบาดแผล เขายังมีคดีตามมาตรา 112 ติดตัวอยู่ที่คาดว่าจะจบในปีนี้

แปลว่าหากเขาต้องเดินเข้าคุกจากคดีนี้ อย่างน้อยก็จะไม่ซ้ำรอยชั้น 14 ที่สุดท้ายไม่ต้องอยู่เรือนจำแม้แต่คืนเดียว

ซึ่งทุกวันนี้ทุกอย่างก็ชี้ชัดว่า เขาไม่ได้อยู่ในสถานะผู้คุมเกมเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว แปลตรงๆ คือเขาก็ต้องลุ้นเหมือนคนอื่นและอาจเจอเซอร์ไพรส์เหมือนคนอื่นเช่นกัน ไม่เชื่อลองถาม “เศรษฐา ทวีสิน” ดู

คำถามคือหากเป็นเช่นนั้น “ทักษิณ” พร้อมที่จะลุ้นหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหากเขาเลือกเล่นเกมลุ้นคงไม่หนีออกไป และตอนกลับเข้ามาก็คงไม่เลือกช่องทางที่มั่นใจที่สุดว่าจะไม่ต้องนอนเรือนจำ

ก็ขึ้นกับว่าคำตัดสินเรื่องไหนจะออกมาก่อน และ เขาจะอยู่รอลุ้นคำพิพากษา หรือไม่