แก้วิกฤติด้วยวินาศศาสตร์ ที่ “นายกฯหนู” ไม่ควรใช้

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

28 ตุลาคม 2568

แก้วิกฤติด้วยวินาศศาสตร์ ที่ “นายกฯหนู” ไม่ควรใช้

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

การผ่านพ้นช่วงเวลาดีๆ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ แต่การผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติไม่ใช่ใครทุกคนที่ทำได้ สถาบันการศึกษาหลายๆแห่งถึงขั้นเปิดคอร์สสอนเรื่อง “การจัดการภาวะวิกฤติ” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Crisis Management

“ภาวะวิกฤติ” ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิด แต่ก็ไม่มีใครหนีพ้นได้จึงขึ้นกับว่าเมื่อเกิดแล้วจะทำอย่างไร  ใครที่ทำได้ดีเราก็จะมีคำว่า “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส”  แต่ใครที่ทำไม่ได้ หรือทำให้เรื่องแย่กว่าเดิมเราจะเรียกว่า “พลิกวิกฤติให้เป็นวินาศ”

เช่นเดียวกับที่ “นายกฯหนู – อนุทิน ชาญวีรกูล” กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้  ก่อนหน้านี้ที่เรียกกันว่า “ฮันนีมูนพีเรียด”  อะไรก็ดูดี อะไรก็สวยสดงดงาม แต่พอถึงคราววิกฤติจู่ๆเขาก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาด้วยปัญหา พลิกโอกาสจากได้เปรียบกลายเป็นเสียเปรียบ

ซึ่งเรื่องนี้ก็คือการแก้ปัญหา “สแกมเมอร์” 

“สแกมเมอร์” หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “คอลเซ็นเตอร์” กลายเป็นปัญหาหลักของบ้านเรา ท่ามกลางข้อสงสัยว่ามีคนมีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องเลยทำให้ปราบไม่ได้เสียที

เมื่อครั้งเกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา ก็มีคนเรียกร้องให้ไทยเดินหน้าตัดท่อน้ำเลี้ยงผู้นำกัมพูชาด้วยการปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่ทุกอย่างก็เหมือนโยนหินลงไปในน้ำ เกิดคลื่นเล็กน้อยก่อนจะเลือนหายไป

จนเมื่อนานาชาติทนที่จะเห็นคนของตัวเองตกเป็นเหยื่อไม่ไหว กระโดดเข้ามาจัดการ แผลสแกมเมอร์จึงพุพองออกมา

แน่นอนว่ามีรายชื่อคนไทยเข้าไปเกี่ยว แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉย  ในบทความชิ้นนี้เราไม่ได้บอกว่รผิด หรือใครทำตามที่ถูกกล่าวหา แต่เรากำลังสงสัยว่าทำไมรัฐบาลเลือกแก้ปัญหาเช่นนี้

เริ่มที่ “วรภัค ธันยาวงศ์” ซึ่งถูกธนาคาร BIC ของ “ยิม เลียก” หนึ่งในผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคีย์แมนคนสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ นำภาพและชื่อไปปรากฏหราในเว็บไซต์ว่าเป็นที่ปรึกษา  แม้จะมีเสียงทักท้วงแต่ “นายกฯหนู” ก็ยังตั้ง “วรภัค” เป็น รมช. คลัง

เท่านั้นไม่พอ เมื่อถูกรอบด้านรุกหนักเรื่องการจัดการแก๊งสแกมเมอร์ กลับปรากฏชื่อ “วรภัค” เป็นหัวหน้าคณะทำงานปราบสแกมเมอร์

เราไม่รู้ว่า “วรภัค” เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว แต่คำถามคือเมื่อสังคมกำลังตั้งคำถาม “นายกฯหนู” ทำไมถึงเลือกวิธีนี้

สุดท้ายก็รับแรงกดดันไม่ไหว  “วรภัค” ต้องลาออกพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งๆที่เพิ่งเป็นมาได้แค่หนึ่งเดือนเศษๆ

แถมก่อนลาออกยังตอบคำถามทีเล่นเอาอึ้งไปทั้งบ้าง เพราะเมื่อถูกซักว่าจะฟ้องธนาคาร BIC ที่แอบอ้างชื่อหรือไม่  เขากลับบอกว่าไม่ฟ้องและเลือกที่จะฟ้องนักข่าวที่เปิดเรื่องนี้แทน  ทำเอาคนดูเกาหัวแกรกๆ และถามว่าเรื่องนี้มีอะไรในกอไผ่หรือไม่

เมื่อ “วรภัค” ลาออก “นายกฯหนู” ก็ดูเหมือนจะสบายขึ้น และเปิดโอกาสพลิกวิกฤต เพราะนาทีนั้นคนสามารถคิดไปได้ว่าเป็นเพราะการกดดันของหัวหน้ารัฐบาลหรือไม่ที่ทำให้ “วรภัค” ไม่อยู่ต่อ

แต่แล้วจู่ก็มีข่าวที่เหลือเชื่อว่ารัฐบาลกำลังให้ “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” นั่งเป็นประธานปราบสแกมเมอร์

ก็ต้องภาวนาให้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น ไม่ใช่เพราะ “ร้อยเอกธรรมนัส” เกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ แต่เพราะเขากำลังถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ “เบน สมิธ”  อีกหนึ่งผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคีย์แมนของสแกมเมอร์

“ร้อยเอกธรรมนัส” อาจไม่เกี่ยวกับสแกมเมอร์  แต่ข้อสงสัยที่ว่ามิอาจสลัดให้หลุดไปจากประชาชนได้

ตามปกติการตั้งใครเข้ามาทำงานเพื่อจัดการสะสางเรื่องอะไร คนคนนั้นอย่างน้อยก็ต้องไม่มีข้อครหาหรือข้อสงสัยเรื่องดังกล่าว   แต่กรณีนี้กลับไม่ใช่

หากเป็นเรื่องจริงก็เท่ากับจู่ๆ รัฐบาลกำลังพาตัวเองโดดเข้าไปสู่่จุดอับ 

บอกเลยว่าในประเทศไทยมีคนอีกมากที่เหมาะสมกับเรื่องนี้  แม้แต่ “ร้อยเอกธรรมนัส” ก็อาจจะเหมาะสมเนื่องจากทำงานแบบเด็ดขาด รวดเร็ว ถ้าไม่ติดว่าเขามีปัญหาอย่างเดียวคือ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “เบน สมิธ”

เมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะเอาความเชื่อถือมาจากไหน

เลยอยากเตือน “นายกฯหนู” ว่าอย่าแก้วิกฤตด้วยวินาศเป็นอันขาด เพราะถ้าทำคำว่า “วิบัติ” จะตามมาในไม่ช้า