“ลูกท็อป” ลูกไม้ขึ้นไกลต้น วันที่ “เพื่อไทย – ชาติไทยฯ” อยู่ขาลง 

ทีมออนไลน์

ทีมออนไลน์

11 ตุลาคม 2568

“ลูกท็อป” ลูกไม้ขึ้นไกลต้น วันที่ “เพื่อไทย – ชาติไทยฯ” อยู่ขาลง 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

แม้ไม่มีเสียงตอบรับที่ชัดเจน แต่ก็ไม่มีเสียงบอกปัดที่แข็งขัน ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่า “ดีล”  ดึง “ลูกท็อป – วราวุธ ศิลปอาชา”  น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่จะเกิดได้จริงหรือไม่ ยังต้องรอเวลา  เพราะการเมืองตอบว่าได้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ หรือวันนี้ตอบว่าไม่พรุ่งนี้อาจจะใช่  

“ลูกท็อป” ก็ไม่ต่างจากลูกคนอื่นที่มีพ่อที่ยิ่งใหญ่ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ก้าวออกไม่พ้นจากเงาของพ่อตัวเอง 

ภาพของมังกรการเมืองอย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” นั้นยิ่งใหญ่เกินไป เขาเป็นทั้งตัวท็อปของการเมืองระดับประเทศ และการเมืองระดับจังหวัด ในยุคสมัยของเขา 

มาถึงวันนี้วันที่แม้ตัว “บรรหาร” จะไม่อยู่แล้ว แต่เวลาพูดถึง หรือไปถึง  “สุพรรณบุรี” ถามกันตรงๆว่าคิดถึง “วราวุธ” หรือคิดถึง “บรรหาร” เอาให้ง่ายให้ชัดกว่านั้น แม้แต่ตัว “วราวุธ” ยังไม่สามารถสลัดชื่อ “ลูกท็อป”  ที่เป็นการแสดงตัวตนความเป็น “ลูกบรรหาร” ออกไปได้ 

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของ “วราวุธ” หรือความผิดของ “บรรหาร” แต่เพราะความสำเร็จที่ชัดเจนของพ่อประทับอยู่ในความทรงจำของคน แม้วันเวลาผ่านไป 

“วราวุธ” ไม่ใช่คนที่ “เป็นการเมือง”  ขนาด “บรรหาร”  แต่เขาต้องมารับภาระ และมรดกหลายๆอย่างต่อจากพ่อ โดยเฉพาะ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่ว่ากันตามจริงก็คือพรรคชาติไทยเดิม ที่เปลี่ยนชื่อหลังจากถูกยุบนั่นเอง 

จุดเด่นของ “วราวุธ” ที่ถูกวางเอาไว้คือคนรุ่นใหม่ ที่แตกต่างจาก “บรรหาร”  จนเรียกได้ว่า คาแรกเตอร์คนละแบบเหมือน “ลูกไม้” ที่ให้ขึ้นไกลต้น 

“วราวุธ  มีความสามารถ มีบทบาท  ติดต่อกับต่างชาติได้อย่างไม่เคอะเขิน  เป็นรัฐมนตรี ไปทำงานที่กระทรวงไหนก็ทำได้ดี  แต่จุดเด่นเหล่านี้กลับใช้ทางการเมืองไม่ได้ เมื่อเขาไม่มีกำลังคนในมือเหลือ ทำให้แม้แต่กระทรวงเกรด B+ ยังไปไม่ค่อยถึง 

“การเมืองแบบบ้านใหญ่” ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของ “ชาติไทยฯ” กลับถูกช่วงชิงไปอยู่กับ “ภูมิใจไทย” และไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมานานแล้วหลายปี นับแต่ก่อนที่ “ภูมิใจไทย” จะผงาดเช่นนี้ เอากันตรงๆก็คือนับแต่วันที่ “บรรหาร” จากไป 

คนสนิทชิดเชื้อทยอยตีจากไปอยู่กับพรรคใหม่ที่มีอนาคต หรือพร้อมจะเลี้ยงดูปูเสื่อ และมีตำแหน่งรองรับ ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงตระกูล “ไทยเศรษฐ์” หรือกระทั่ง  ตระกูล “ปริศนานันทกุล” ที่ก่อนหน้านี้เหมือนเป็นขุนพลคู่บุญของ “บรรหาร”  

วันเวลาผ่านไป ความนิยมทางการเมืองลดลงเรื่อยๆ แม้ยังรักษาพื้นที่ “สุพรรณบุรี” ได้แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นระดับ สส.  หรือระดับ อบจ. แน่นอนความสำเร็จมาจากหลายปัจจัย ทั้งกระแส และ กระสุน  

ส่วนนอก “สุพรรณบุรี” ก็เหลือที่เดียวคือ “นครปฐม” ซึ่งก็คือ ตระกูล “สะสมทรัพย์” ที่วันนี้ก็มีข่าวว่าอาจจะตีจากไหลไปร่วมงานกับ “ภูมิใจไทย” เพราะหากไม่ทำอะไรรอบหน้าอาจไม่มีที่ยืนในนครปฐม เพราะในการเลือกตั้งใหญ่กระแสพรรคมีผลต่อการตัดสินใจสูงมาก 

หากตัดสินใจไป “เพื่อไทย” ก็จะยิ่งทำให้ “วราวุธ” ห่างไกลจากต้นออกไปเรื่อยๆ  

กลับมาที่บทบาทความเป็นคนรุ่นใหม่ หรือความสามารถ เขาทำได้ดี แต่ไม่ได้ถึงระดับดีที่สุด หรือระดับดึงดูดได้ หากเปล่งแสงได้จริง ทำไมแม้วันที่ “เพื่อไทย” กำลังซวนเซกลับไม่เลือก “วราวุธ” ขึ้นเป็น รมว. ต่างประเทศ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่มีใคร และ “วราวุธ” ก็ไม่ขี้เหร่  มาถึง “เพื่อไทย” วันนี้แม้จะยังประกาศสู้ แต่หันไปทางหัวบันไดบ้าน “ภูมิใจไทย” ที่กำลังเปียกโชก ก็พบได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นคนของ “เพื่อไทย” ที่ตีจาก คนที่ชิงประกาศว่าจะลงสมัครของ “เพื่อไทย” คนแวดวงการเมืองถามกันว่า พอถึงวันจริงๆจะเหลือกี่คน มีเสียงกระซิบเชิงตั้งคำถามว่า แม้แต่คนที่ถูกตั้งเป็นแม่ทัพ พอถึงวันจะย้ายไปเป็นแม่ทัพที่ไหนหรือไม่ 

สิ่งที่พวกเขาต้องทำใจรับให้ได้คือตอนนี้เป็น “ขาลง” ของจริง แต่ต้องดูว่าจะลงไปได้ถึงขั้นไหน และที่แน่ๆในการเลือกตั้งครั้งหน้า พวกเขาจะไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มอุดมการณ์หลักสองกลุ่ม พูดให้ชัดกว่านั้นคือ “เพื่อไทย” จะไม่ใช่สองพรรคใหญ่ที่ช่วงชิงการนำในการเลือกตั้งครั้งหน้า และกลายสภาพเป็นพรรคตัวแปร ซึ่งเป็นสภาพที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อนนับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” ตั้งพรรค “ไทยรักไทย”  

ข่าวการดึงตัว “วราวุธ” และ “ชาติไทยพัฒนา” มาร่วมงาน อาจสร้างความตื่นเต้นได้ชั่วครั้งชั่วคราว  แต่พอเจาะลึก ทุกคนก็ยังตั้งคำถามว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร 

“วราวุธ”  อาจหวังกระแส “เพื่อไทย” ซึ่งก็จะได้ไม่เยอะ ส่วน “เพื่อไทย” ก็อาจจะหวังกับ “วราวุธ” ในระดับบ้านใหญ่ เพื่อเติมแต้ม ในวันที่แต้มไหลออก แต่ไม่ใช่ระดับตัวพลิกเกม 

ข่าวเรื่องอาจดันเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ถึงนาทีนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดันก็ดันได้ แต่จะได้เป็นหรือไม่ดูยังไงก็ไม่ถึง เต็มที่สถานะของเขาถ้าเทียบกับที่ผ่านมาก็ประมาณ “ชัยเกษม นิติสิริ” ไม่ใช่ “เศรษฐา ทวีสิน” หรือ “แพทองธาร ชินวัตร” 

การไหลรวมกันที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นเพียงการไหลรวมของคนที่อยู่ในขาลงทางการเมืองทั้งคู่ และ “วราวุธ”  ก็ห่างใกลต้นออกไปเรื่อยๆ